รีเซต

หมดยุคทองโลว์คอสต์? "Spirit" เจ๊ง สะเทือนวงการการบิน

หมดยุคทองโลว์คอสต์? "Spirit" เจ๊ง สะเทือนวงการการบิน
TNN ช่อง16
18 พฤษภาคม 2569 ( 14:25 )

Spirit Airlines สายการบินต้นทุนต่ำรายใหญ่ของสหรัฐ ประกาศยุติการดำเนินงานเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังเจ้าหนี้ไม่สามารถตกลงแผนช่วยเหลือมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ได้สำเร็จ ปิดฉากหนึ่งในสายการบินที่ขึ้นชื่อเรื่อง "ตั๋วถูกที่สุด" ของอเมริกา และส่งแรงสะเทือนไปทั้งอุตสาหกรรมการบิน

การหายไปของ Spirit ทำให้สายการบินคู่แข่งอย่าง JetBlue Airways และ Frontier Airlines เร่งเข้าแย่งเส้นทางบินและฐานลูกค้าเดิมทันที เพราะตลาดมีที่ว่างมากขึ้น และแรงกดดันด้านราคาลดลง ส่งผลให้ค่าโดยสารในหลายเส้นทางเริ่มปรับตัวสูงขึ้น

แต่แม้การแข่งขันด้านสงครามราคาจะเบาลง นักวิเคราะห์มองว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าโมเดลสายการบินโลว์คอสต์จะกลับมาสดใสอีกครั้ง

ปัญหาใหญ่ที่สุดยังคงเป็นต้นทุนที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง หลังโควิด-19 ทั้งค่าแรง ค่าซ่อมบำรุง ค่าเช่าเครื่องบิน และโดยเฉพาะราคาน้ำมัน ที่กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อสายการบินต้นทุนต่ำ ซึ่งมีฐานลูกค้าอ่อนไหวต่อราคา ไม่สามารถขึ้นค่าตั๋วแรงเกินไปได้ เพราะเสี่ยงทำให้ผู้โดยสารหายทันที

โจ โรห์เลนา ผู้อำนวยการอาวุโสจาก Fitch Ratings ระบุว่า การหายไปของ Spirit อาจช่วยคู่แข่งได้เพียงเล็กน้อย แต่ไม่มากพอจะลบปัญหาเชิงโครงสร้างที่ธุรกิจสายการบินราคาประหยัดกำลังเผชิญ

ตัวเลขผลประกอบการสะท้อนภาพชัดเจน โดย Frontier ขาดทุนต่อหุ้นถึง 8 ไตรมาสจาก 13 ไตรมาสหลังสุด ขณะที่ JetBlue ยังไม่สามารถกลับมาทำกำไรทั้งปีได้เลยนับตั้งแต่ปี 2019 และราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทหายไปราวร้อยละ 75 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ต่างจากสายการบินใหญ่ของสหรัฐอย่าง Delta Air Lines และ United Airlines ที่ยังรักษากำไรได้ เพราะมีฐานลูกค้ารายได้สูง ซึ่งยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อความสะดวกและบริการระดับพรีเมียม

ข้อมูลจาก TD Cowen ยังพบว่า อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีของ Frontier ร่วงจากบวก ร้อยละ 9.3 ในปี 2019 กลายเป็นติดลบ ร้อยละ 12.1 ในปี 2025 ส่วน JetBlue จากบวกเกือบร้อยละ 10 ลดลงเหลือติดลบ ร้อยละ 3.7

อย่างไรก็ตาม บางสายการบินยังพอรับมือได้ เช่น Allegiant Air (อัลลีเจียนต์ แอร์) ที่เลือกเน้นเส้นทางท่องเที่ยวรอง ซึ่งมีคู่แข่งน้อย ทำให้ยังรักษาอัตรากำไรจากการดำเนินงานไว้ได้เกือบ ร้อยละ 15

ด้าน Frontier ระบุว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมเข้ามาทดแทนที่นั่งบินของ Spirit เพียงประมาณครึ่งเดียว โดย Frontier รับสัดส่วนถึงร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตที่กลับเข้าสู่ตลาด และคาดว่าการหายไปของ Spirit จะช่วยเพิ่มรายได้ต่อที่นั่งได้อีกร้อยละ 3-5

ขณะที่ JetBlue กำลังขยายฐานในเมืองฟอร์ตลอเดอร์เดล อดีตฐานสำคัญของ Spirit พร้อมดึงลูกค้าด้วยโปรแกรมสะสมไมล์และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ โดยคาดว่าฤดูร้อนนี้จะมีเที่ยวบินต่อวันเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 75 จากปี 2025 แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดยังคงเป็นราคาน้ำมัน

แอนดรูว์ เลวี ซีอีโอของ Avelo Airlines เปิดเผยว่า ต้นทุนน้ำมันเครื่องบินของบริษัทพุ่งจากประมาณ 2.56 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นเกือบ 4.71 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน ทำให้ต้องขึ้นราคาตั๋วราว 20 ดอลลาร์ เพิ่มค่าธรรมเนียม และจัดโปรโมชันหนักเพื่อรักษาดีมานด์

สำหรับ JetBlue และ Frontier ผลกระทบจากราคาน้ำมันอาจสูงถึงหลายสิบล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว โดย JetBlue คาดว่าจะสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้โดยสารได้เพียงร้อยละ 30-40 เท่านั้น ส่วน Frontier ทำได้ราว ร้อยละ 35-45

นักวิเคราะห์จาก S&P Global มองว่า ความสามารถในการผลักต้นทุนค่าน้ำมันไปยังผู้บริโภค คือปัจจัยชี้ชะตาธุรกิจสายการบินในเวลานี้

เพราะสุดท้ายแล้ว แม้ Spirit จะหายไปจากตลาด และตั๋วเครื่องบินเริ่มแพงขึ้น แต่หากต้นทุนน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ธุรกิจสายการบินโลว์คอสต์ก็ยังคงอยู่ในภาวะเปราะบาง และอาจเข้าสู่ยุคที่ตั๋วถูก กลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ บนท้องฟ้าอเมริกา 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง