MAGURO เสิร์ฟซูชิพรีเมียม อัดงบ 200 ล.ขยายสาขา

#MAGURO #ทันหุ้น - MAGURO จ่อเปิด “Kaiten Sushi Ginza Onodera” ซูชิสายพานพรีเมียม 28 กรกฎาคมนี้ ปั้น Growth Engine ตัวใหม่ อัดงบลงทุน 200 ล้านบาท ลุยเปิดสาขาเพิ่มไม่ต่ำกว่า 10 สาขา หนุนรายได้โต 30% จ่อคลอดแบรนด์ขนมหวานญี่ปุ่น-อาหารไทยเสริมพอร์ต สร้าง New S-Curve
นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2569 บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “Kaiten Sushi Ginza Onodera” ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมียมชื่อดังจากย่านกินซ่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569
@เปิดแบรนด์ใหม่
โดย Kaiten Sushi Ginza Onodera เป็นแบรนด์ในเครือ ONODERA GROUP กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ของญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจด้านอาหารและ Hospitality โดยปัจจุบันแบรนด์มีสาขาในเมืองใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงขยายสาขาไปยังสหรัฐอเมริกา อาทิ รัฐเท็กซัสและฮาวาย
บริษัทคาดหวังว่าแบรนด์ดังกล่าวจะเข้ามาเป็นหนึ่งใน Growth Engine สำคัญของ Ecosystem ของ MAGURO Group และช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตของกลุ่มในระยะยาว
สำหรับแผนธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2569 บริษัทมีแผนเปิดร้านอาหารเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 10 สาขา โดยตั้งเป้าขยายสาขาใหม่ตลอดทั้งปีประมาณ 20 สาขา และผลักดันรายได้ให้เติบโต 30% ตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะที่ในปี 2570 บริษัทยังคงตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีกประมาณ 20 สาขา จากทุกแบรนด์ในพอร์ต พร้อมตั้งเป้ารักษาการเติบโตของรายได้ที่ระดับ 30% ต่อเนื่อง
สำหรับช่วงครึ่งปีแรก 2569 บริษัทเปิดสาขาใหม่ไปแล้วประมาณ 7 สาขา โดยแบรนด์ที่มีการขยายตัวมากที่สุดในปีนี้คือ “HITORI SHABU” เนื่องจากตลาดชาบูมีขนาดใหญ่และมีความต้องการจากผู้บริโภคในหลากหลายพื้นที่ บริษัทจึงมองเห็นโอกาสในการขยายสาขาให้สอดคล้องกับขนาดของตลาด
ทั้งนี้ คาดว่าตลอดปี 2569 HITORI SHABU จะเปิดสาขาใหม่ประมาณ 7-8 สาขา ครอบคลุมหลากหลายทำเล ทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน อาคาร Mixed-use และอาคารสำนักงานที่มี Traffic สูง รวมถึงพื้นที่อยู่อาศัยและ Community Mall
นอกจากนี้ HITORI SHABU ยังมีแผนเป็นแบรนด์แรกในเครือ MAGURO Group ที่ขยายสาขาออกสู่ตลาดต่างจังหวัด โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมเปิดสาขาในพื้นที่พัทยา ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายฐานลูกค้าของกลุ่มออกนอกพื้นที่กรุงเทพฯ
สำหรับงบลงทุน บริษัทใช้เงินลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ไปแล้วประมาณ 130 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีหลัง 2569 เตรียมงบลงทุนไว้อีกประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อรองรับการเปิดสาขาใหม่และการขยายธุรกิจ โดยน้ำหนักของการลงทุนส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้
โดยสาเหตุที่การขยายสาขาและการลงทุนกระจุกตัวในช่วงครึ่งปีหลัง มาจากจังหวะและโอกาสของพื้นที่ที่บริษัทได้รับ รวมถึง Timeline ในการดำเนินงานของแบรนด์ใหม่ที่นำเข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย ซึ่งหลายปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงไตรมาส 3-4 ประกอบกับครึ่งปีหลังเป็นช่วงที่คาดว่าจะมีแรงกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและ Sentiment เชิงบวกของผู้บริโภคมากกว่าช่วงครึ่งปีแรก
ส่วนแนวโน้ม Same Store Sales Growth (SSSG) ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ยังต้องติดตามปัจจัยสนับสนุนต่าง ๆ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาวะเศรษฐกิจ หากมีปัจจัยเชิงบวกเข้ามาช่วยสนับสนุนและทำให้ผู้บริโภครู้สึกมั่นคงทางการเงินมากขึ้น มีโอกาสที่ SSSG จะปรับตัวดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายจากปัจจัยลบทั้งในประเทศและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ พร้อมปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของผู้บริโภค โดยนำเสียงตอบรับของลูกค้ามาพัฒนาเป็นแผนงานและดำเนินการอย่างรวดเร็ว รวมถึงเร่งออกสินค้าและเมนูใหม่ ตลอดจนจัด Marketing อย่างต่อเนื่องและถี่ขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการและทดลองประสบการณ์ใหม่ๆ ในทุกแบรนด์ของกลุ่ม
นายจักรกฤติ กล่าวต่อว่า นอกจาก Kaiten Sushi Ginza Onodera แล้ว ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่เพิ่มเติม โดยจะมีแบรนด์ขนมหวานแบรนด์แรกของกลุ่มจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการที่โครงการ Dusit Central Park ในเดือนตุลาคม 2569
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์อาหารไทยแห่งใหม่ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อและรายละเอียดของแบรนด์ได้ โดยบริษัทจะประกาศข้อมูลเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป
@สร้าง New S-Curve
ปัจจุบัน “MAGURO” ยังคงเป็นแบรนด์ที่สร้างรายได้ในสัดส่วนสูงที่สุดของกลุ่ม คิดเป็นมากกว่า 40% ของรายได้รวม ลดลงจากในอดีตที่เคยมีสัดส่วนประมาณ 50-60% อย่างไรก็ตาม การลดลงของสัดส่วนรายได้ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์ MAGURO หยุดเติบโต เนื่องจากแบรนด์ยังสามารถเติบโตและขยายสาขาได้ตามแผนอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุสำคัญมาจากแบรนด์ใหม่และแบรนด์อื่นๆ ในพอร์ตที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้บริษัทลดการพึ่งพารายได้จากแบรนด์หลัก พร้อมกระจายความเสี่ยงและสร้าง New S-Curve ใหม่ในแต่ละปี เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน
ขณะที่ HITORI SHABU ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เติบโตโดดเด่น ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับมากกว่า 30% และเข้าใกล้สัดส่วนรายได้ของแบรนด์ MAGURO โดยคาดว่าในเร็วๆ นี้ จำนวนสาขาของ HITORI SHABU มีโอกาสแซงจำนวนสาขาของ MAGURO
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
