รีเซต

MAGURO เสิร์ฟซูชิพรีเมียม อัดงบ 200 ล.ขยายสาขา

MAGURO เสิร์ฟซูชิพรีเมียม อัดงบ 200 ล.ขยายสาขา
ทันหุ้น
24 กรกฎาคม 2569 ( 01:50 )

นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO เปิดเผยว่า  ทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2569  บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “Kaiten Sushi Ginza Onodera” ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมียมชื่อดังจากย่านกินซ่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569

โดย Kaiten Sushi Ginza Onodera เป็นแบรนด์ในเครือ ONODERA GROUP กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ของญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจด้านอาหารและ Hospitality โดยปัจจุบันแบรนด์มีสาขาในเมืองใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงขยายสาขาไปยังสหรัฐอเมริกา อาทิ รัฐเท็กซัสและฮาวาย

บริษัทคาดหวังว่าแบรนด์ดังกล่าวจะเข้ามาเป็นหนึ่งใน Growth Engine สำคัญของ Ecosystem ของ MAGURO Group และช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตของกลุ่มในระยะยาว

สำหรับแผนธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2569 บริษัทมีแผนเปิดร้านอาหารเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 10 สาขา โดยตั้งเป้าขยายสาขาใหม่ตลอดทั้งปีประมาณ 20 สาขา และผลักดันรายได้ให้เติบโต 30% ตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะที่ในปี 2570 บริษัทยังคงตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีกประมาณ 20 สาขา จากทุกแบรนด์ในพอร์ต พร้อมตั้งเป้ารักษาการเติบโตของรายได้ที่ระดับ 30% ต่อเนื่อง

สำหรับช่วงครึ่งปีแรก 2569 บริษัทเปิดสาขาใหม่ไปแล้วประมาณ 7 สาขา โดยแบรนด์ที่มีการขยายตัวมากที่สุดในปีนี้คือ “HITORI SHABU” เนื่องจากตลาดชาบูมีขนาดใหญ่และมีความต้องการจากผู้บริโภคในหลากหลายพื้นที่ บริษัทจึงมองเห็นโอกาสในการขยายสาขาให้สอดคล้องกับขนาดของตลาด

ทั้งนี้ คาดว่าตลอดปี 2569 HITORI SHABU จะเปิดสาขาใหม่ประมาณ 7-8 สาขา ครอบคลุมหลากหลายทำเล ทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน อาคาร Mixed-use และอาคารสำนักงานที่มี Traffic สูง รวมถึงพื้นที่อยู่อาศัยและ Community Mall

นอกจากนี้ HITORI SHABU ยังมีแผนเป็นแบรนด์แรกในเครือ MAGURO Group ที่ขยายสาขาออกสู่ตลาดต่างจังหวัด โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมเปิดสาขาในพื้นที่พัทยา ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายฐานลูกค้าของกลุ่มออกนอกพื้นที่กรุงเทพฯ

สำหรับงบลงทุน บริษัทใช้เงินลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ไปแล้วประมาณ 130 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีหลัง 2569 เตรียมงบลงทุนไว้อีกประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อรองรับการเปิดสาขาใหม่และการขยายธุรกิจ โดยน้ำหนักของการลงทุนส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้

โดยสาเหตุที่การขยายสาขาและการลงทุนกระจุกตัวในช่วงครึ่งปีหลัง มาจากจังหวะและโอกาสของพื้นที่ที่บริษัทได้รับ รวมถึง Timeline ในการดำเนินงานของแบรนด์ใหม่ที่นำเข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย ซึ่งหลายปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงไตรมาส 3-4 ประกอบกับครึ่งปีหลังเป็นช่วงที่คาดว่าจะมีแรงกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและ Sentiment เชิงบวกของผู้บริโภคมากกว่าช่วงครึ่งปีแรก

ส่วนแนวโน้ม Same Store Sales Growth (SSSG) ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ยังต้องติดตามปัจจัยสนับสนุนต่าง ๆ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาวะเศรษฐกิจ หากมีปัจจัยเชิงบวกเข้ามาช่วยสนับสนุนและทำให้ผู้บริโภครู้สึกมั่นคงทางการเงินมากขึ้น มีโอกาสที่ SSSG จะปรับตัวดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายจากปัจจัยลบทั้งในประเทศและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ พร้อมปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของผู้บริโภค โดยนำเสียงตอบรับของลูกค้ามาพัฒนาเป็นแผนงานและดำเนินการอย่างรวดเร็ว รวมถึงเร่งออกสินค้าและเมนูใหม่ ตลอดจนจัด Marketing อย่างต่อเนื่องและถี่ขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการและทดลองประสบการณ์ใหม่ๆ ในทุกแบรนด์ของกลุ่ม

นายจักรกฤติ  กล่าวต่อว่า นอกจาก Kaiten Sushi Ginza Onodera แล้ว ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่เพิ่มเติม โดยจะมีแบรนด์ขนมหวานแบรนด์แรกของกลุ่มจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการที่โครงการ Dusit Central Park ในเดือนตุลาคม 2569

ขณะเดียวกัน บริษัทยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์อาหารไทยแห่งใหม่ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อและรายละเอียดของแบรนด์ได้ โดยบริษัทจะประกาศข้อมูลเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป

ปัจจุบัน “MAGURO” ยังคงเป็นแบรนด์ที่สร้างรายได้ในสัดส่วนสูงที่สุดของกลุ่ม คิดเป็นมากกว่า 40% ของรายได้รวม ลดลงจากในอดีตที่เคยมีสัดส่วนประมาณ 50-60% อย่างไรก็ตาม การลดลงของสัดส่วนรายได้ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์ MAGURO หยุดเติบโต เนื่องจากแบรนด์ยังสามารถเติบโตและขยายสาขาได้ตามแผนอย่างต่อเนื่อง

สาเหตุสำคัญมาจากแบรนด์ใหม่และแบรนด์อื่นๆ ในพอร์ตที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้บริษัทลดการพึ่งพารายได้จากแบรนด์หลัก พร้อมกระจายความเสี่ยงและสร้าง New S-Curve ใหม่ในแต่ละปี เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

ขณะที่ HITORI SHABU ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เติบโตโดดเด่น ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับมากกว่า 30% และเข้าใกล้สัดส่วนรายได้ของแบรนด์ MAGURO โดยคาดว่าในเร็วๆ นี้ จำนวนสาขาของ HITORI SHABU มีโอกาสแซงจำนวนสาขาของ MAGURO

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง