นายกฯ ลุยแลนด์บริดจ์! ดันเข้า ครม. มิ.ย.-ก.ค. ปั้นไทยฮับโลจิสติกส์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยความคืบหน้านโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งโครงการขนาดใหญ่ระดับโครงสร้างอย่าง "แลนด์บริดจ์" และมาตรการดูแลค่าครองชีพระยะสั้น "ไทยช่วยไทยพลัส" เพื่อประคองกำลังซื้อประชาชนในช่วงเศรษฐกิจโลกผันผวนว่า
โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค เชื่อมโยงการขนส่งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ช่วยลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศในระยะยาว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงเดือนมิถุนายนกรกฎาคมนี้
"วันนี้มีเหตุผลต้องนำขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น เพราะมีการพูดถึงกันว่าใครจะแสดงความเป็นผู้ครอบครองช่องทางขนส่งโดยมีแนวคิดการจัดเก็บค่าผ่านทางช่องแคบนั้นช่องแคบนี้ ดังนั้นในส่วนของประเทศไทยหากเรามีสิ่งที่สามารถพึ่งพาได้เกิดประโยชน์และรายได้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเราก็ต้องเร่งพิจารณา" นายอนุทิน กล่าว
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาภาระประชาชน ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งเปลี่ยนแนวทางจากกระตุ้นเศรษฐกิจ มาช่วยเหลือประชาชน โดยจะมีการเติมเงินเข้ากระเป๋าประชาชนเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมวงเงิน 4,000 บาทต่อคน โครงการดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนมิถุนายน 2569 หลังจากเปิดให้ลงทะเบียนในเดือนพฤษภาคม เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง
ทางด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "โครงการแลนด์บริดจ์" ในประเด็นรายได้จากธุรกิจเติมน้ำมันเรือ (Bunkering) ว่า รัฐบาลรับฟังทุกความเห็นด้วยความเคารพ อย่างไรก็ตาม บางประเด็นอาจตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ยังไม่ครบถ้วน ทั้งในเชิงอุตสาหกรรมพลังงาน และรูปแบบธุรกิจในระดับสากล
รองโฆษกรัฐบาล ชี้แจงว่า ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หลายแห่ง และมีกำลังการผลิตรวมสูงกว่าความต้องการใช้ภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จึงอยู่ในฐานะผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคอยู่แล้ว การระบุว่าไทย "ไม่มีศักยภาพ" จึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเชิงอุตสาหกรรม
ในมิติของธุรกิจ Bunkering แนวคิดดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนการมีโรงกลั่นในพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนาให้ไทยเป็น "จุดศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์" ในเส้นทางการเดินเรือระหว่างประเทศ โดยใช้โมเดล Trading Hub ที่เน้นปริมาณและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้จริงในตลาดโลก
"ประเด็นสำคัญที่ควรทำความเข้าใจให้ชัด คือ ตัวเลขประมาณการ 50,000 ล้านบาท เป็น รายได้หมุนเวียน จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ กำไรสุทธิ ของรัฐหรือเอกชน การนำตัวเลขดังกล่าวไปตีความว่าเป็นกำไรโดยตรง จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญของโครงการ" รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
สำหรับการดำเนินโครงการ รัฐบาลได้ออกแบบให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนในส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น คลังน้ำมันและระบบบริการ ผ่านกลไกการร่วมลงทุน (PPP) โดยรัฐทำหน้าที่กำหนดทิศทาง และวางโครงสร้างเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อลดภาระงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ ท้วงติง และเสนอแนะ ซึ่งรัฐบาลพร้อมรับฟังอย่างสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม การอภิปรายหรือข้อเสนอแนะควรตั้งอยู่บนข้อมูลและเหตุผลที่ครบถ้วน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในภาพรวม
"ที่ผ่านมา ประเทศไทยเสียโอกาสในการพัฒนาไปไม่น้อย จากกระแสคัดค้านที่ตั้งอยู่บนข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือการตีความที่คลาดเคลื่อน ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อความเชื่อมั่น แต่ยังส่งผลต่อโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว รัฐบาลจึงเห็นว่า การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า" รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
พร้อมระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องพิจารณาในภาพรวมทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงตัวเลขบางรายการ รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเปิดรับทุกข้อเสนอแนะ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
