นายกฯ เร่งเครื่อง FTA เชื่อมไทยสู่ซัพพลายเชนโลก ดันการค้าโต 3–5 เท่า

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2569 หรือ Prime Minister’s Export Award 2026 พร้อมประกาศเดินหน้าเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้า เพื่อปลดล็อกกำแพงภาษี เปิดตลาดใหม่ และผลักดันให้สินค้าไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) มากขึ้น
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การแข่งขันทางการค้าในปัจจุบันไม่ได้วัดกันเพียงปริมาณการส่งออก แต่ต้องทำให้ไทยเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก ตั้งแต่วัตถุดิบ ชิ้นส่วน เทคโนโลยี สินค้า ไปจนถึงบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน การปรับปรุงกฎระเบียบ และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตและฐานส่งออกสำคัญของภูมิภาค
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า จากการเดินทางพบผู้ประกอบการในต่างประเทศ พบว่า หลายธุรกิจขนาดใหญ่มีเจ้าของเป็นคนไทย และต้องการใช้วัตถุดิบหรือสินค้าประกอบจากไทย แต่ยังติดกำแพงภาษี หากการเจรจา FTA กับยุโรปสำเร็จ ภาษีบางรายการที่สูงถึง 25% จะหายไปทันที ซึ่งจะทำให้สินค้าอย่างน้ำมันประกอบอาหาร ปลา เนื้อ กุ้ง บรรจุภัณฑ์ และวัตถุดิบจากไทย มีโอกาสเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตในต่างประเทศมากขึ้น แต่หากกำแพงภาษียังอยู่ โอกาสได้รับคำสั่งซื้อก็จะลดลง
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เมื่อ FTA กับประเทศใดเดินหน้าได้สำเร็จ มูลค่าการค้าระหว่างกันมีโอกาสเติบโต 3-5 เท่า ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่ตัวเลขส่งออก แต่คือการจ้างงาน รายได้ และโอกาสให้คนไทยเข้าไปเป็นซัพพลายเชนของสินค้าชั้นนำทั่วโล
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยต้องเชื่อมั่นในสินค้าไทยว่าไม่น้อยกว่าคู่ค้าต่างชาติ เพราะทุกเวทีที่รัฐบาลเดินทางไป ทุกฝ่ายยืนยันตรงกันว่า สินค้าไทยมีคุณภาพเป็นที่ต้องการ และยังมีพื้นที่เติบโตอีกมาก หากคนไทยอุดหนุนกันเองควบคู่กับการส่งออก ความแข็งแกร่งจะเพิ่มขึ้นมหาศาล
“ผมไปพบคู่ค้าหลายประเทศ ไม่มีใครบ่นว่า สินค้าไทยไม่มีคุณภาพ มีแต่บอกให้เราเร่งจบ FTA เร็วๆ เพื่อเพิ่มกำลังผลิต เพิ่มคำสั่งซื้อ และใช้ของจากไทยให้มากขึ้น” นายอนุทิน กล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าสร้างเศรษฐกิจใหม่ ผ่านอุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์สมัยใหม่ เศรษฐกิจสีเขียว และพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตไปสู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่ม
นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลพร้อมทำหน้าที่เปิดประตูสู่ตลาดโลกและสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม รักษามาตรฐานสินค้า ยกระดับแบรนด์ และขยายการลงทุน โดยยืนยันว่ารัฐบาลได้เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานไว้รองรับ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจไทยในระยะยาว
“รัฐบาลได้เตรียมโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานไว้รองรับแล้ว ขอให้ผู้ประกอบการคิดเรื่องขยายกิจการ พัฒนาธุรกิจ และเพิ่มมูลค่าสินค้า รัฐบาลนี้จะเป็นพาหนะให้ท่านขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ต้องการ”นายอนุทิน กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
