ลองเช็กด่วน! "ติ่งเนื้อแบบไหนที่ปล่อยไว้ไม่ได้" อันตราย! ควรรีบไปพบแพทย์

ติ่งเนื้อ (Skin Tags) คือ ก้อนเนื้อเล็กมีลักษณะนุ่ม เป็นติ่งอยู่บนผิวหนัง มีสีและขนาดเล็กไปจนถึงประมาณ 2 นิ้ว ติ่งเนื้อไม่ใช่เนื้อร้าย และไม่กลายเป็นมะเร็งผิวหนัง ผู้ที่มีอายุมากขึ้นอาจเกิดติ่งเนื้อได้ และมีแนวโน้มเกิดขึ้นกับผู้ที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ตั้งครรภ์ หรือมีบุคคลในครอบครัวเคยมีเกิดติ่งเนื้อ
อาการและบริเวณที่มักพบติ่งเนื้อ
ติ่งเนื้อที่เพิ่งขึ้นบนผิวหนัง จะเป็นก้อนเนื้อนุ่มมีขนาดเล็กนูนขึ้น และยื่นออกมาเป็นติ่ง และจะค่อย ๆ กลายเป็นสีเดียวกับผิวหนัง โดยไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดใด ๆ แต่อาจรู้สึกระคายเคืองบ้างหากเสียดสีกับเสื้อผ้า หรือถ้าก้านที่ยึดติ่งเนื้อถูกบิด อาจเกิดลิ่มเลือดภายในติ่งเนื้อและรู้สึกเจ็บได้ เกิดขึ้นเมื่อร่างกายสร้างเซลล์ส่วนเกินในชั้นบนสุดของผิวหนัง มักเกิดขึ้นในรอยพับและบริเวณที่การเคลื่อนไหวตามธรรมชาติทำให้ผิวหนังเสียดสีกัน มักพบในบริเวณ
-รักแร้
-เปลือกตาทั้งสองข้าง
-ขาหนีบหรือต้นขา
-คอ
-ใต้หน้าอก
-อวัยวะเพศ
สาเหตุหลักของการเกิดติ่งเนื้อ
-ภาวะดื้ออินซูลิน เป็นภาวะที่นำไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะน้ำตาลผิดปกติ โดยภาวะดื้ออินซูลินเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดติ่งเนื้อได้มากขึ้น
-ภาวะอ้วน อาจพบลักษณะที่มีสีคล้ำและหนาตัวขึ้นคล้ายกำมะหยี่ ที่เรียกว่า โรคผิวหนังช้าง (Acanthosis Nigricans) โดยโรคนี้สามารถพบติ่งเนื้อจำนวนมาก ตามผิวหนังบริเวณคอและรักแร้
-ตั้งครรภ์ ติ่งเนื้อเป็นผลข้างเคียง เนื่องจากมีระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
-พันธุกรรม บุคคลในครอบครัวเคยมีติ่งเนื้อขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
-ปัจจัยภายนอก การเสียดสีกันของผิวหนังโดยตรงหรือผ่านการสวมใส่เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับที่สามารถสร้างแรงกดทับบนพื้นที่คอ
6 สัญญาณเตือน! ติ่งเนื้อแบบไหนที่ "อันตราย" ควรพบแพทย์
ติ่งเนื้อส่วนใหญ่เป็น เนื้องอกผิวหนังที่ไม่อันตราย แต่บางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งผิวหนัง หากมีลักษณะเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์
1.ขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ติ่งเนื้อที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และโตเร็วผิดปกติ เมื่อมีขนาดเกิน 5 มิลลิเมตร เป็นสัญญาณที่ต้องระวังอย่างมาก
2.จำนวนติ่งเนื้อที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มจำนวนติ่งเนื้ออย่างรวดเร็วก็เป็นสัญญาณที่ไม่ปกติ และอาจเป็นตัวบ่งชี้ของความอันตราย
3.คัน เจ็บ หรืออักเสบเรื้อรัง มีอาการระคายเคืองตลอดเวลา
4.ลักษณะแข็ง ติ่งเนื้อที่มีลักษณะแข็งมากและเป็นก้อนนูนออกมา
5.สีเปลี่ยนไปจากเดิม ติ่งเนื้อมีสีที่เข้มมากหรือแตกต่างไปจากสีผิวปกติ เช่น สีเหลืองหรือสีดำ
6.มีเลือดออกหรือเป็นแผลเรื้อรัง มีเลือดออกหรือลักษณะที่เป็นเนื้อสด
วิธีการรักษากระเนื้อและติ่งเนื้อ
-รักษาโดยการตัดออก จี้ด้วยเครื่องเลเซอร์หรือความเย็น รอยโรคสามารถยุบราบ หรือหายไปได้ภายใน 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดและชนิดที่เป็น
-จี้ด้วยความเย็น (Cryosurgery) โดยใช้ ไนโตรเจนเหลว จี้ตรงบริเวณรอยโรค
-จี้ด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้า (Electrocautery)
-จี้ด้วยเครื่องเลเซอร์เช่น CO2 Laser คาร์บอนไดอ๊อกไซด์เลเซอร์ (Carbon dioxide Laser)
การดูแลตัวเองหลังการรักษาติ่งเนื้อ
-หลีกเลี่ยงโดนน้ำบริเวณที่รักษา 3-5 วัน หากจำเป็นต้องโดนน้ำให้รีบใช้ผ้าสะอาดซับออกทันที
-หากทำการรักษาที่ใบหน้าสามารถใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับลบเครื่องสำอางที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์ทำความสะอาดผิวหน้า หลังจากแผลแห้ง
-ทายาฆ่าเชื้อให้ผิวหนังสมานดีขึ้นทุกวันเช้าและก่อนนอน
-ไม่แกะ เกา สะเก็ดที่เกิดขึ้นหลังการรักษา สะเก็ดจะหลุดเองตามธรรมชาติภายใน 7-10 วัน
-ทาครีมกันแดดทุกวันและหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดเ ป้องกันการเกิดรอยดำหลังรักษา
วิธีป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดติ่งเนื้อ
-การดูแลและควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดติ่งเนื้อที่คอได้
-การสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่น การสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่นและหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยที่ไม่เสียดสีจะช่วยป้องกันการเกิดติ่งเนื้อได้
-การรักษาสุขภาพที่ดี การรักษาสุขภาพของตนเองโดยไม่ให้เกิดภาวะอ้วนหรือเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีความสำคัญในการลดความเสี่ยง
-การเข้าพบแพทย์ หากอยู่ในสภาวะเสี่ยง เช่น การตั้งครรภ์ ควรหมั่นเข้าพบหรือปรึกษาแพทย์เพื่อคำแนะนำและการตรวจสุขภาพ
-การรักษาความสะอาด การดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายอย่างสม่ำเสมอช่วยลดการติ่งเนื้อและป้องกันการเกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์
-การหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เสี่ยง หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดติ่งเนื้อที่คอ
-การใช้ครีมทาผิวที่เหมาะกับผิว เลือกใช้ครีมทาผิวที่เหมาะสม ให้ผิวชุ่มชื้นลดการเสียดสีระคายเคืองที่ผิว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
