“Airbus” เผยโฉม “Bird of Prey” โดรนนักล่าติดมิสไซล์สอยโดรนพลีชีพราคาประหยัด

แอร์บัส (Airbus) ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมการบิน ประสบความสำเร็จในการทดสอบโดรนสกัดกั้นรุ่นใหม่ ที่ติดตั้งขีปนาวุธจากสตาร์ตอัปสายป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับโดรนแบบพลีชีพ โดยชูจุดเด่นด้านความคุ้มค่า ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการพลิกโฉมเทคโนโลยีป้องกันทางอากาศยุคใหม่
จากสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้น บริษัทมองเห็นปัญหาหลักของกองทัพหลายประเทศ ที่เผชิญกับการต้องใช้ขีปนาวุธป้องกันทางอากาศที่มีราคาสูง และมีจำนวนจำกัด ไปไล่ยิงโดรนพลีชีพราคาถูก เช่น ชาเฮด (Shahed) ซึ่งมีต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวของขีปนาวุธที่ใช้สกัดกั้น
ด้วยเหตุนี้ แอร์บัส จึงได้นำเสนอทางเลือกใหม่ ด้วยการจับมือกับสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่าง แฟรงก์เกนเบิร์ก เทคโนโลยี (Frankenburg Technologies) เพื่อรวมการใช้งานโดรนของแอร์บัส เข้ากับมิสไซล์ราคาประหยัด รุ่น มาร์ก-วัน (Mark I) ของบริษัทสตาร์ตอัป เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางยุทธวิธีในสมรภูมิยุคใหม่ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในการทดสอบที่จัดขึ้น ณ สนามฝึกทางทหารทางตอนเหนือของเยอรมนี โดรนสกัดกั้นแบบนำกลับมาใช้ใหม่ได้รุ่น เบิร์ด ออฟ เพรย์ (Bird of Prey) ของแอร์บัส ได้แสดงศักยภาพในสถานการณ์จำลองการรบจริง โดยระบบสามารถตรวจจับ และจำแนกประเภทของโดรนโจมตีขนาดกลางได้โดยอัตโนมัติ ก่อนจะส่งขีปนาวุธ มาร์ก วัน (Mark I) เข้าสกัดกั้นได้อย่างแม่นยำ
สำหรับโดรนสกัดกั้น เบิร์ด ออฟ เพรย์ (Bird of Prey) มีพื้นฐานตัวเครื่องพัฒนาจากโดรน แอร์บัส ดีโอ-ดีทีสองห้า (Airbus Do-DT25) ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 555 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ปีกกว้าง 2.5 เมตร น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 160 กิโลกรัม สำหรับรุ่นทดสอบติดตั้งมิสไซล์ได้ 4 ลูก แต่รุ่นใช้งานจริงจะแบกได้ถึง 8 ลูก
ส่วนขีปนาวุธ มาร์ก วัน (Mark I) เป็นมิสไซล์แบบ Fire-and-forget หรือยิงแล้วไม่ต้องควบคุม ที่บริษัทอ้างว่าว่าเบาที่สุดในโลก โดยมีน้ำหนักไม่ถึง 2 กิโลกรัม ยาวเพียง 65 เซนติเมตร แต่มีระยะหวังผลถึง 1.5 กิโลเมตร
บริษัทระบุว่าการใช้โดรนที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ร่วมกับมิสไซล์ต้นทุนต่ำ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายต่อการสกัดกั้นหนึ่งครั้งลงได้มหาศาล โดยทั้งสองบริษัทมีแผนที่จะทดสอบการยิงด้วยหัวรบจริงในปี 2026 เพื่อเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้ายก่อนนำระบบเข้าสู่สายการผลิตจริง เพื่อรองรับการป้องกันภัยคุกคามทางอากาศขนาดใหญ่ในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
