รีเซต

ต้นทุนสงคราม “พุ่งแรง” ลุ้นอาหรับช่วยจ่าย ?

ต้นทุนสงคราม “พุ่งแรง” ลุ้นอาหรับช่วยจ่าย ?
TNN ช่อง16
1 เมษายน 2569 ( 11:28 )
3

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุ แม้จะมีเสียงพูดถึงการเจรจาออกมาเป็นระยะ แต่ความเคลื่อนไหวยังคงเป็นไปในทิศทางตรงข้าม โดยล่าสุดมีรายงานว่าทหารจากหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ หลายพันนายทยอยเดินทางไปถึงตะวันออกกลางแล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกด้านปฏิบัติการทหารของสหรัฐฯ ที่รวมถึงการส่งกำลังทหารราบเข้าไปในดินแดนอิหร่าน หรือการบุกยึดเกาะคาร์กที่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านน้ำมัน ขณะที่ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในแง่หนึ่งก็พูดเกี่ยวกับการเจรจากับอิหร่าน แต่ก็ขู่ว่าหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงระหว่างกัน ซึ่งรวมถึงการเปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ จะทำลายโรงไฟฟ้า บ่อน้ำมัน เกาะคาร์ก และอาจรวมถึงโรงงานผลิตน้ำจืด


อุตสาหกรรมพลังงานเป็นเส้นเลือดใหญ่ของอิหร่าน โดยตามการประเมินของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานแห่งสหรัฐฯ (EIA) พบว่า อิหร่านมีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วมากเป็นอันดับ 3 ของโลก อยู่ที่ 1.57 แสนล้านบาร์เรล คิดเป็นร้อยละ 12 ของทั้งโลก และคิดเป็นร้อยละ 24 ของตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองที่พิสูจน์แล้วมากเป็นอันดับ 2 ของโลก อิหร่านถือเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 9 ของโลก และเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก (OPEC) ซึ่งผลิตน้ำมันดิบราว 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน 


ศึกที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทำให้รายจ่ายด้านการทหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง Center for American Progress ซึ่งเป็นองค์กรด้านนโยบายที่เน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอเมริกัน ประเมินว่า การสู้รบที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จนถึง 26 มีนาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ควักจ่ายไปแล้วกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเงินจำนวนนี้ทำให้ชาวอเมริกัน 3,106,000 คน สามารถเข้าถึงประกันสุขภาพได้ในแต่ละปี หรือทำให้เด็ก ๆ 29,614,000 คน ได้รับอาหารกลางวันฟรีจากโรงเรียน ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ได้เสนอของบประมาณฉุกเฉินราว 2 แสนล้านดอลลาร์ สำหรับปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน ซึ่งเงินจำนวนนี้ทำให้ชาวอเมริกัน 24,850,000 คน สามารถเข้าถึงประกันสุขภาพได้ หรือจัดหาอาหารกลางวันให้เด็กชาวอเมริกันได้ทุกคนเป็นเวลา 1 ปี และยังมีเงินเหลืออีก 1.7 แสนล้านดอลลาร์


ส่วนข้อมูลจาก Iran Cost Ticker เว็บไซต์ติดตามข้อมูลรายจ่ายของสงครามแบบเรียลไทม์ ระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ค่าใช้จ่ายของสหรัฐฯ ทะลุ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์แล้ว ในช่วง 6 วันแรกใช้จ่ายไปประมาณ 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์ และค่าใช้จ่ายยังคงเกิดขึ้นราว 1 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน แม้ว่ายังไม่มีการบุกโจมตีทางบกอย่างเต็มรูปแบบก็ตาม


นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทางทหารแล้ว สหรัฐฯ ยังเผชิญความเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางทหาร รายงานของ “วอลล์สตรีต เจอร์นัล” ประเมินความเสียหายและค่าซ่อมแซมอยู่ระหว่าง 1.4-2.9  พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 3 สัปดาห์แรก ส่วนใหญ่เกิดจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านที่พุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ และพันธมิตรทั่วตะวันออกกลาง 

มีรายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีแนวคิดจะเรียกร้องให้ประเทศอาหรับช่วยออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งคาดการณ์ว่ามีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ โดย “แคโรไลน์ เลวิตต์” โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ประธานาธิบดีสนใจให้ประเทศอาหรับร่วมมือด้วย หลังผู้สื่อข่าวตั้งคำถามในประเด็นว่าประเทศอาหรับควรช่วยออกค่าใช้จ่ายในสงครามหรือไม่ เช่นเดียวกับที่พันธมิตรของสหรัฐฯ เคยช่วยออกค่าใช้จ่ายสำหรับปฏิบัติการทางทหารในสงครามอ่าวเปอร์เซียช่วงทศวรรษ 1990 


ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นผู้นำกลุ่มพันธมิตรหลายสิบประเทศเพื่อต่อต้านการที่อิรักบุกยึดคูเวต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามอ่าวเปอร์เซีย โดยครั้งนั้นสหรัฐฯ ได้รับการร้องขอจากคูเวตและประเทศเพื่อนบ้านอาหรับหลายประเทศ ซึ่งประเทศในอาหรับและชาติพันธมิตร รวมถึงเยอรมนีและญี่ปุ่น ได้ระดมเงินรวม 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 1.34 แสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน เพื่อช่วยค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมสงครามของสหรัฐฯ 


อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในครั้งนี้ สหรัฐฯ จับมือกับอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีอิหร่านโดยไม่ได้มีชาติพันธมิตรและประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางเข้าร่วมด้วย

สำหรับอิสราเอลที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ ก็เผชิญกับต้นทุนการทหารที่เพิ่มขึ้น ล่าสุด รัฐสภาอิสราเอลเพิ่งผ่านร่างงบประมาณปี 2569 เป็นจำนวนเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.68 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงงบประมาณด้านกลาโหม 4.48 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 9.48 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และมีแนวโน้มที่งบประมาณด้านกลาโหมอาจเพิ่มขึ้นอีกก่อนสิ้นปี


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา งบประมาณด้านกลาโหมของอิสราเอลเพิ่มขึ้นอย่างมาก สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงจากประเทศที่มีความขัดแย้งในระดับต่ำไปสู่ประเทศที่เผชิญสงครามหลายแนวรบ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ปี 2566 โดยหากย้อนไปในปี 2558-2559 งบประมาณโดยรวมของอิสราเอลอยู่ที่ 1.03 แสนล้านดอลลาร์ และงบประมาณด้านกลาโหมอยู่ที่ 1.765 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับงบกลาโหมล่าสุดที่ 4.48 หมื่นล้านดอลลาร์ เท่ากับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 153 ในเวลาเพียง 10 ปี

วิกฤตตะวันออกกลางในขณะนี้ต้องจับตาชะตากรรมของเกาะคาร์กและทะเลแดง ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหม่ 2 เรื่องที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้คนทั้งโลก กรณีของเกาะคาร์กเป็นศูนย์กลางการแปรรูปน้ำมันดิบถึงร้อยละ 90 ของการส่งออกน้ำมันทั้งหมดของอิหร่าน โดยมีการจัดการน้ำมันประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน นี่ทำให้เกาะคาร์กเป็นที่สนใจของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ออกมาพูดเมื่อไม่กี่วันก่อนว่า เขาต้องการยึดน้ำมันของอิหร่าน รวมถึงเกาะคาร์กที่เป็นศูนย์กลางส่งออกน้ำมันสำคัญ พร้อมกันนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังเปรียบเทียบกับปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลาเมื่อต้นปี ซึ่งสหรัฐฯ สามารถควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาได้ หลังโค่นอำนาจประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ผู้นำของเวเนซุเอลาได้อย่างรวดเร็ว


แต่การยึดเกาะคาร์กอาจไม่ง่าย เนื่องจากสภาพภูมิประเทศไม่เอื้อต่อการยกพลขึ้นบก และอิหร่านวางระบบป้องกันภัยอย่างหนาแน่น รวมถึงการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน นักวิเคราะห์มองว่า ถึงแม้สหรัฐฯ จะเข้าบุกหรือยึดครองเกาะคาร์กได้ ก็จะไม่ทำให้สหรัฐฯ เข้าถึงน้ำมันของอิหร่านได้ เพราะสหรัฐฯ จะต้องยึดครองแหล่งผลิตน้ำมันและโรงกลั่นของอิหร่านด้วย ซึ่งหมายความว่าสหรัฐฯ จะต้องยึดครองแผ่นดินใหญ่ของอิหร่านให้ได้ 


ในส่วนของ “ทะเลแดง” กลุ่มติดอาวุธ “ฮูตี” ในเยเมน ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่านได้เข้าร่วมศึกตะวันออกกลางเป็นครั้งแรกด้วยการโจมตีอิสราเอล แต่ที่ไม่อาจมองข้าม คือ กลุ่มฮูตีมีศักยภาพในการโจมตีเรือขนส่งสินค้าที่แผ่นผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมทะเลแดงและคลองสุเอซทางตอนเหนือเข้ากับอ่าวเอเดนและทะเลอาหรับทางตอนใต้ ซึ่งเส้นทางนี้ขนส่งสินค้าคิดเป็นร้อยละ 12-15 ของการค้าโลก ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ธัญพืช และสินค้าต่าง ๆ ตั้งแต่ของเล่นไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หากทะเลแดงถูกปิดขึ้นมาก็จะยิ่งซ้ำเติมการขนส่งนอกเหนือจากช่องแคบฮอร์มุซที่หยุดชะงัก ส่งผลให้เส้นทางเดินเรือหลัก 2 แห่งของโลกอาจถูกตัดขาดพร้อมกัน เรือขนส่งสินค้าจะต้องเดินทางอ้อมทวีปแอฟริกาผ่านแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งส่งผลให้ขนส่งสินค้าใช้เวลานานขึ้นและมีต้นทุนสูงขึ้น


ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ปัจจุบัน เรือขนส่งสินค้าแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงจากกว่า 100 ลำต่อวันในช่วงก่อนเกิดการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เหลือเพียงไม่ถึง 10 ลำต่อวัน ส่งผลให้ประเทศที่นำเข้าพลังงานรายใหญ่ในเอเชียและยุโรปต้องแบกรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันร้อยละ 25-30 ของทั้งโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ร้อยละ 20 ของทั้งโลก ลำเลียงผ่านเส้นทางนี้ ขณะที่เขตเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างมากในแอฟริกาและเอเชียเข้าถึงแหล่งน้ำมันที่จำเป็นยากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าราคาจะสูงขึ้นก็ตาม


นอกจากนี้ บางส่วนของตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชีย-แปซิฟิก และลาตินอเมริกา กำลังเผชิญกับความตึงเครียดจากราคาอาหารและปุ๋ยที่สูงขึ้น ประกอบกับภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้น ประเทศที่มีรายได้ต่ำมีความเสี่ยงเผชิญความไม่มั่นคงทางอาหารมากเป็นพิเศษ ขณะที่สงครามจะนำไปสู่ราคาสินค้าที่สูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง


การส่งทหารสหรัฐฯ เข้าไปในอิหร่านอาจทำให้ความขัดแย้งยกระดับขึ้นและเผชิญการตอบโต้จากอิหร่านอย่างรุนแรง แม้ว่าอิหร่านจะอ่อนแอลงเนื่องจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อิหร่านยังมีอาวุธและยุทธวิธีที่สามารถสร้างความเสียหายต่อสหรัฐฯ พันธมิตร รวมถึงเศรษฐกิจโลกได้ เว็บไซต์ข่าวการเมือง The Hill รวบรวม 4 ฉากทัศน์ที่อิหร่านอาจตอบโต้กลับ ดังนี้


1.การโจมตีโดยตรงต่อกองกำลังสหรัฐฯ ถือเป็นสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด หากกองกำลังสหรัฐฯ ก้าวเท้าเข้าไปในเกาะคาร์ก ก็อาจถูกโจมตีได้ง่ายด้วยโดรนและขีปนาวุธที่ยิงจากแผ่นดินใหญ่ และเป็นไปได้มากที่อิหร่านจะตั้งกองกำลังอยู่บนเกาะ 2.การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย เป็นการจับตลาดพลังงานเป็นตัวประกันเพื่อสร้างแรงกดดันต่อสหรัฐฯ 3.การโจมตีของกลุ่มตัวแทนที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มสงคราม กลุ่มตัวแทนที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่านได้โจมตีตอบโต้อิสราเอล รวมถึงประเทศในอ่าวเปอร์เซีย และฐานที่มั่นของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มติดอาวุธในอิรักและกลุ่มฮิซบอลลาห์ในเลบานอน และ 4.กลุ่มฮูตีปิดกั้นทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอีกแห่งนอกเหนือจากฮอร์มุซ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง