รีเซต

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
ทันหุ้น
28 เมษายน 2569 ( 09:28 )
11

#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,475-1,490 จุด โดยคาดยังได้อานิสงส์จาก DELTA ที่ประกาศกำไร 1Q26 สูงกว่าคาด ย่างไรก็ตามภาพรวมในกลุ่มอื่นๆ คาดว่าจะแกว่งทรงตัวเนื่องจากยังขาดปัจจัยหนุนใหม่

ล่าสุดยังคงไม่มีพัฒนาการเชิงบวกในด้านสงคราม แม้อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอใหม่แก่สหรัฐฯโดยให้ยุติสงครามก่อนเจรจาเรื่องเปิดช่องแคบและนิวเคลียร์ โดยล่าสุดทรัมป์ได้เรียกหารือข้อเสนอดังกล่าวกับทีมที่ปรึกษา แต่ยังมีการตอบรับใดๆ

ด้านราคาน้ำมันดิบ Brent ยังคงยืนในระดับสูงที่ US$108 ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ตลาดยังคงจับตาดูการประชุมธนาคารกลางหลักหลายแห่งในสัปดาห์นี้ ได้แก่ BoJ Fed ECB BoE รวมถึงกนง. ซึ่งทั้งหมดคาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นเดิม แต่โฟกัสหลักอยู่ที่มุมมองเศรษฐกิจในระยะถัดไปโดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ถูกกระทบจากสงคราม

ส่วนปัจจัยในประเทศวานนี้โครงการไทยช่วยไทยพลัสยังไม่ได้เข้าพิจารณาในการประชุมครม.เศรษฐกิจ โดยรอความชัดเจนของแหล่งเงินและคาดว่าจะเข้าที่ประชุมสัปดาห์หน้าแทน เราประเมินตลาดจะเริ่มให้น้ำหนักผลประกอบการ 1Q26 ที่เริ่มทยอยประกาศหนาแน่นมากขึ้นสัปดาห์นี้ โดยหุ้นที่มีกำไรแข็งแรงและกระทบจากสงครามจำกัดมีแนวโน้ม Outperform ตลาด

กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย
หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP

หุ้นเด่นวันนี้ : DELTA
• แนะนำ “เก็งกำไร” อยู่ระหว่างปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 300 บาท
• ประกาศกำไรปกติ 1Q26 ทำ New High ที่ 9.08 พันลบ. +25% q-q, +65% y-y หากตัดรายการพิเศษออก กำไรปกติอยู่ที่ 8.84 พันลบ. +23% q-q, +77% y-y ดีกว่าคาด 6% หนุนจากทั้งรายได้และ Margin ที่ New High จาก Demand สินค้ากลุ่ม Power Electronic
• แนวโน้ม 2Q26-2H26 คาดว่ายังเร่งขึ้นต่อเพราะยังได้คำสั่งซื้อจาก Delta Taiwan เข้ามามากขึ้น เรามีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026 ขึ้นจากปัจจุบันที่ 3.54 หมื่นลบ. +43% y-y
• แนวรับ 304-301//292 บาท แนวต้าน 319 บาท

ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ จะลดความร้อนแรงลง หลังวานนี้ ดัชนีฯ ถูกชี้นำด้วยการสูงขึ้นของหุ้น DELTA เป็นหลัก โดยในระหว่างวัน จะต้องติดตาม ทั้งความคืบหน้าเรื่องการเจรจาหยุดยิง และการเก็งงบ 1Q ของหุ้นในตลาด

ปัจจัยในประเทศ

  • มาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล (รถไฟฟ้า 40 บาท): "คมนาคม" ยืนยันไม่ได้ใช้งบ 1.4 แสนล้านบาทไปซื้อคืนรถไฟฟ้าเพื่อทำมาตรการรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน แต่จะใช้วิธีปรับรูปแบบสัญญาเป็นแบบรับจ้างเดินรถแทน โดยเตรียมเสนอ ครม. ในเดือน พ.ค. นี้ เพื่อให้ รฟม. เป็นผู้บริหารจัดการแบบรายเดียว (Single Ownership) ก่อนเจรจากับผู้รับสัมปทาน ทั้งนี้ กระทรวงฯ ตั้งเป้าหมายให้เกิดค่าโดยสารร่วมในวันที่ 1 ม.ค. 70 และพยายามครอบคลุมให้ได้ทุกสาย
  • มาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล (คนละครึ่ง พลัส): กระทรวงการคลังได้ข้อสรุปโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" เตรียมแจกเงิน 4,000 บาทต่อคน โดยรัฐจะช่วยจ่าย 60% และผู้ได้รับสิทธิจ่ายเอง 40% โครงการนี้ไม่ได้มุ่งแค่กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน คาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิมากกว่า 20 ล้านคน และจะเปิดลงทะเบียนในเดือน พ.ค. นี้
  • นโยบายพลังงาน: รมว.พลังงาน เตรียมทบทวนรื้อโครงสร้างราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) ซึ่งมองว่าไม่ควรเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย รวมถึงพลังงานชีวมวล (Biomass) ใหม่ เนื่องจากหลายโครงการคืนทุนไปแล้วและต้นทุนพลังงานเปลี่ยนแปลงไป เพื่อไม่ให้เป็นภาระค่าไฟของประชาชน
  • ค่าเงินบาท และ กนง.: ล่าสุดเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.32 บาท/ดอลลาร์ โดยมีลักษณะแกว่งตัวไร้ทิศทาง ปัจจัยหลักมาจากการที่ตลาดกำลังรอติดตามผลการประชุมของธนาคารกลางหลักของโลก ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED), ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ทั้งนี้ ตลาดคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย. นี้ และมีแนวโน้มรอดูสถานการณ์ (Wait-and-see)
  • กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow): ภาพรวมตลาดหุ้นนักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิรวม 1,260.36 ล้านบาท (รวม SET และ MAI) ด้านตลาดตราสารหนี้มีมูลค่าการซื้อขายรวม 41,876 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิ 244 ล้านบาท
  • Big Lot นำตลาด: วันนี้พบการทำรายการบิ๊กล็อตสูงสุดคือหุ้น KBANK มูลค่ารวม 143.22 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 190.46 บาทต่อหุ้น

ปัจจัยต่างประเทศ

  • สถานการณ์ตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน: อิหร่านเสนอแนวทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อม และสงครามยุติลง ขณะที่ Trump ยังไม่พอใจกับแผนของอิหร่านในการเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าว…….นายโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับข้อเสนอของประเทศอิหร่าน ในการมุ่งแก้ไขวิกฤติการณ์ความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในวันนี้
  • โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ในช่วงไตรมาสที่ 4 ขึ้นเป็น 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่ประเมินไว้ 80 ดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุหลักมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ปริมาณสต็อกน้ำมันทั่วโลกลดลงอย่างรุนแรง
  • ทางการสหรัฐฯ ประกาศดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อโรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งของจีน เนื่องจากตรวจพบว่ามีการซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านในปริมาณที่สูงมาก
  • นโยบายการเงินสหรัฐฯ และญี่ปุ่น: นายเจอโรม พาวเวล เตรียมเป็นประธานการประชุม FOMC นัดอำลาตำแหน่งในสัปดาห์นี้ โดยตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะประกาศคงอัตราดอกเบี้ย

Technical : BCH, KAMART

ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,465– 1,470 แนวต้าน 1,485 – 1,490 คาดดัชนีได้แรงหนุนจาก DELTA ที่รายงานกำไร Q1/69 ดีกว่าคาด โดยสัปดาห์นี้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางหลัก ๆ , กนง. และการเจรจาข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ – อิหร่าน แนะนำซื้อเก็งกำไรกลุ่มอิเล็ก ฯ HANA, KCE หลัง DELTA รายงานกำไรดีกว่าคาด / กลุ่มปิโตรเคมี PTTGC,IVL คาดได้แรงหนุนจากสเปรดผลิตภัณฑ์ / กลุ่มพลังงานทดแทน GUNKUL, BCPG

GUNKUL* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 3.00 บาท) ผู้บริหารตั้งเป้าหมายรายได้ปี 69 ราว 1 หมื่นล้านบาท จาก Backlog งาน EPC ในมือราว 8 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ในปีนี้ราว 5 พันล้านบาท ขณะที่งานที่รอเข้าประมูลเพิ่ม ได้แก่ งานก่อสร้างสายส่งและ Substation ของ EGAT และ PEA มูลค่าราว 3.35 หมื่นล้านบาท โครงการ Solar ชุมชน 1,500 MW และ Direct PPA 2,000 MW สำหรับ Data Center ส่วนแนวโน้มระยะสั้น 1Q69 คาดกำไรโต YoY หนุนจากรายได้ของธุรกิจ EPC สำหรับภาพ 1-2 ปีมี catalyst จากแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นสำหรับที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วย/เดือน หนุนการติดตั้ง Solar Rooftop จากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป โดยมีนโยบายรัฐสนับสนุนลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (ปีภาษี 69-71) สำหรับบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 10kWp ในระบบ On-grid ทั้งนี้อิงจาก Consensus ตลาดคาดกำไรปี 69-70 ที่ 1.85 พันล้านบาท +5%YoY และ 1.98 พันล้านบาท +7%YoY

KLINIQ (ซื้อ/ ราคาเป้าหมาย 33.00 บาท) ภาพรวมปี69 เราคาดว่า KLINIQ จะสามารถมีการเติบโตหนุนจาก 1.การเพิ่มสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติ 2.น้ำหนักที่มีผลน้อยลงไปของค่าใช้จ่ายการขยายสาขาใหม่จากฐานที่กว้างขึ้น 3.รายได้ของสาขาที่เปิดใหม่ โดย ปัจจุบัน เราอนุมานสาขา ณ สิ้นปี69 ที่ 92 สาขา(+10 สาขาจากปี68) และ 4.การเพิ่ม Brand/Format ใหม่ๆ โดยธ.ค.68 ที่ผ่านมาKLINIQ ได้มีการเปิดตัว Acne Lab สาขาแรก ส่วนการดำเนินงานช่วง 1Q69 นี้ คาดว่าจะ +YoY ได้ต่อ แต่ -QoQ จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มาใช้งานช่วงสิ้นปีมากกว่า ปัจจุบัน เราประเมินกำไรสุทธิ ปี69 และ ปี70 ของ KLINIQอยู่ที่ระดับ 426 ลบ.( +17%YoY) และ 470 ลบ.(+10%YoY)

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง