รีเซต

“เรื่องเล็ก ๆ” ที่ไม่เคยคุยกัน จุดจบความสัมพันธ์ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม

“เรื่องเล็ก ๆ” ที่ไม่เคยคุยกัน จุดจบความสัมพันธ์ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
TNN ช่อง16
16 มีนาคม 2569 ( 22:47 )
12

ทะเลาะกับแฟนครั้งล่าสุดคือเรื่องอะไร? แล้วเคยสังเกตไหมว่าส่วนใหญ่มักจะมีต้นตอมาจากเรื่องเล็ก ๆ ที่เราไม่เคยได้คุยกันและเพิกเฉยต่อมันอยู่บ่อย ๆ คำว่า “เรื่องแค่นี้” ที่ติดค้างอยู่ในใจมักถูกเก็บกักเอาไว้เพื่อรอวันปะทุ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ขยายความเจ็บปวดในใจและเป็นสาเหตุของการเลิกราในที่สุด


นำมาซึ่งคำถามที่ว่า “นี่เราไม่รักกันตอนไหน?” กว่าจะรู้ตัวอีกทีความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็กลายเป็นประตูที่ไม่รู้วิธีเปิดเอาซะแล้ว ทำไมคนเราถึงเลิกรากันจากเรื่องเล็ก ๆ ? แล้วเราจะหยุดวงจรนี้ได้อย่างไร? บทความนี้จะชวนคุณมาทำความเข้าใจจิตวิทยาของความสัมพันธ์ กับ อริษา เบ็ญอะดรัม นักจิตวิทยาคลินิก Me Center


ทำไมคู่รักส่วนใหญ่ถึงทะเลาะกันเพราะเรื่องเล็ก ๆ


เรื่องเล็กน้อยในความสัมพันธ์ของคู่รักมักไม่ได้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งโดยตรงแต่เป็นตัวกระตุ้นที่ไปแตะความต้องการทางอารมณ์พื้นฐาน เช่น ความต้องการการยอมรับ การดูแลเอาใจใส่ และความมั่นคงทางใจ บางครั้งความต้องการไม่ได้รับการตอบสนองเพียงพอตามที่ต้องการ เหตุการณ์ที่ถึงแม้เป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวันก็จะถูกมองว่าเป็นภัยต่อความสัมพันธ์ รวมถึงกระบวนการตีความเชิงลบที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อมีความขัดแย้งสะสม บุคคลมักตีความพฤติกรรมของคู่รักในเชิงเจตนา มากกว่ามองว่าเป็นข้อจำกัดหรือความบังเอิญ ส่งผลให้เรื่องเล็กถูกขยายความหมายเกินกว่าความเป็นจริง


ทำไมพอเป็นคนใกล้ตัว เราถึงไม่กลัวที่จะ ‘ทำร้ายความรู้สึก’


ความใกล้ชิดทางอารมณ์ทำให้บุคคลรู้สึกปลอดภัยพอที่จะเปิดเผยอารมณ์ในระดับลึกหรือแสดงพฤติกรรมทั้งทางบวกและทางลบได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน บางครั้งความใกล้ชิดยังมาพร้อมกับความคาดหวัง คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะสามารถเข้าใจเราได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบายหรือคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจเราทุกอย่าง ทำให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาดหรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ และอาจเป็นสาเหตุของอารมณ์ทางลบที่จะเกิดขึ้น เช่น ความโกรธ ความผิดหวัง หรือความน้อยใจ รวมถึงบางครั้งความคาดหวังดังกล่าวไม่เป็นจริงไปบ้าง บุคคลอาจแสดงออกด้วยการตำหนิ ประชด ประชัน หรือเกิดการสื่อสารในเชิงลบ โดยบางครั้งลืมตระหนักว่าพฤติกรรมเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อจิตใจของอีกฝ่ายมากแค่ไหน ความคิดที่ว่า “ยังไงเขาก็อยู่กับเรา” ยิ่งทำให้การยับยั้งอารมณ์ลดลง 


โดยปัญหาความสัมพันธ์จำนวนมากไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เดียว แต่เกิดจากการสะสมของความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการแก้ไข ตัวอย่างเช่น

-การสื่อสารที่คลาดเคลื่อน ทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจความต้องการของกันและกันไม่ตรงกัน

-การเก็บกดความน้อยใจ ส่งผลให้ความไม่พอใจสะสมและถูกนำกลับมาในทุกความขัดแย้ง

-ความแตกต่างของรูปแบบความผูกพัน (attachment styles) ทำให้การแสดงออกทางอารมณ์ไม่สอดคล้องกัน

-การจัดการอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม เช่น การหลีกเลี่ยง การเงียบ หรือการใช้คำพูดรุนแรง


เมื่อปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ความรู้สึกมั่นคงและความไว้วางใจในความสัมพันธ์จะค่อย ๆ ลดลง จนบางคู่เลือกยุติความสัมพันธ์ในที่สุด 


จากงานวิจัยพบว่าการยุติความสัมพันธ์ของวัยรุ่นมักให้เหตุผลว่าเกิดจากปัญหาในความสัมพันธ์ เช่น ไม่มีเวลาให้กัน รู้สึกเบื่อ การสื่อสารไม่มีประสิทธิภาพ และเกิดความไม่เชื่อใจกัน อีกอย่างหนึ่งก็คือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ด้านเพศ ซึ่งแสดงออกผ่านเหตุผลที่ว่า ปราศจากความดึงดูดใจทางกายภาพ ไม่พึงพอใจในความสัมพันธ์ทางเพศ แสดงให้เห็นว่า เหตุผลในการยุติความสัมพันธ์ของวัยรุ่นนั้น มีทั้งเหตุผลที่เกิดจากปัญหาในความสัมพันธ์และเหตุผลส่วนบุคคล รวมถึงอาจเกิดจากการแทรกแซงจากสิ่งภายนอกร่วมด้วย เช่น การแทรกแซงจากครอบครัว และเพื่อน


ส่วนผู้ใหญ่นั้นการยุติความสัมพันธ์มักเป็นปัญหาในความสัมพันธ์ เช่น ความไม่พึงพอใจในเพศสัมพันธ์  การมีความสัมพันธ์ที่น่าเบื่อ ไม่หวือหวา ปราศจากความรักซึ่งกันและกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่สำคัญต่อการยุติความสัมพันธ์ และเหตุผลส่วนบุคคล เช่น ความต้องการเป็นอิสระ ความแตกต่างกันระหว่างตนกับคู่รัก หน้าที่การงานที่แตกต่างกัน ลักษณะการใช้จ่ายที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งดังกล่าวนับเป็นสาเหตุสำคัญในการยุติความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ เนื่องจากความสัมพันธ์แบบโรแมนติกของผู้ใหญ่คำนึงถึงการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันในระยะยาว


วิธีปรับความเข้าใจ สร้าง “พื้นที่ปลอดภัย" ในความสัมพันธ์

1.การสร้างท่าทีการสื่อสารที่ปลอดภัยทางอารมณ์ โดยตั้งเป้าหมายของการสนทนาเพื่อแสดงออกและทำความเข้าใจความต้องการร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อการตำหนิหรือหาคนผิด 

2.การรับฟังอย่างตั้งใจเพื่อเข้าใจมุมมองและความรู้สึกของคู่รัก ไม่ใช่เพียงเพื่อโต้แย้ง จะช่วยเพิ่มความเข้าใจเชิงอารมณ์ (empathic understanding) และเปิดโอกาสให้เกิดการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ไปในทางที่เหมาะสม

3.การแยกพฤติกรรมออกจากตัวบุคคล และการอธิบายความรู้สึก ความต้องการ และความคาดหวังอย่างตรงไปตรงมา ตามความรู้สึกและความต้องการ มากกว่าการประเมินหรือตีความเจตนาของอีกฝ่าย


หากสนใจปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิก ติดต่อได้ที่

-Me Center คริสตัล ดีไซน์ เซนเตอร์ (CDC) ชั้น 2 

โทร 085-355-2255

-Me Center ศูนย์สมองและสุขภาพจิต ชั้น 8 โรงพยาบาลอินทรารัตน์ 

โทร 02-481-5555 ต่อ 8300

-Me Center สาขาอโศก ชั้น 20 อาคาร 253 อโศก

-Line Official: @mecenter (https://lin.ee/mCheDsu)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง