เปิดถ้อยแถลงฉบับเต็ม ไทย-กัมพูชา ในการกล่าวเปิดการประชุมครั้งแรกกับคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS

ไทย-กัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงเปิดประชุมคณะกรรมมาธิการประนอมครั้งแรก ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ในประเด็นการแบ่งเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาบริเวณอ่าวไทย
ในวันนี้ (15 กันยายน) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และนายปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ได้กล่าวถ้อยแถลงเปิดในการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมธิการประนอม ระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ที่สิงคโปร์ โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้กล่าวก่อน เนื่องจากเรียงตามลำดับตัวอักษรของชื่อประเทศ
นายปรัก สุคน กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของกัมพูชาตั้งแต่สมัยเป็นอาณาจักรขอม อดีตที่เจ็บปวดสมัยสงคราม และเป้าหมายของการประนอมในครั้งนี้ว่า กัมพูชามุ่งมั่นที่จะระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศตั้งแต่กลางทศวรรษ 90 กัมพูชามุ่งมั่นที่จะกำหนดเขตแดนทางทะเลกับประเทศไทย โดยจะนำไปสู่การใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเป็นแรงผลักดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
ดังนั้นกัมพูชาและไทยได้ริเริ่มการหารือเมื่อเดือนเมษายน 1995 เกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล เมื่อปี 2001 ทั้งสองประเทศได้ตกลง MOU เกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างสองประเทศ MOU ฉบับข้างต้นนั้น สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะมีข้อตกลงเกี่ยวกับเขตแดนทะเลและการพัฒนาทรัพยากรสำหรับผลประโยชน์ร่วมกัน แม้ว่าเราได้พยายามเจรจาหาหาการระงับข้อพิพาทแล้ว ทั้งสองประเทศไม่สามารถมีข้อตกลงด้านเขตแดนทะเลหรือพื้นที่การพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไทยได้ประกาศยกเลิก MOU ฝ่ายเดียว แม้ว่ากัมพูชาได้เรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้ดำเนินการ รัฐบาลกัมพูชาได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนต่อแนวทางสันติวิธีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ กัมพูชาได้ริเริ่มกระบวนการประนอมภายใต้อนุสัญญา UNCLOS นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตได้กล่าวแถลงพิเศษเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ไทยและกัมพูชาสามารถหาประโยชน์จากการตกลงที่ยั่งยืนซึ่งสนับสนุนคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี เป็นผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศและจะช่วยส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคของของเราและปกป้องอธิปไตยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ
นายปรัก สุคนย้ำทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของกัมพูชาในครั้งนี้ คือการนำไปสู่การระงับข้อพิพาทที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศและส่งเสริมสันติภาพความร่วมมือและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค
ต่อมานายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้กล่าวว่า เป้าหมายของไทยคือ การแสวงหาทางออกในเรื่องการกำหนดเขตทางทะเลซึ่งจะปกป้องสิทธิของไทยและเพื่อทำให้ไทยและกัมพูชาสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ในฐานะเพื่อนบ้าน พร้อมกล่าวถึงบริบทโดยรวมของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาว่า ใจความสำคัญของกระบวนการนี้คือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแนวทางที่ไทยกับกัมพูชาใช้ ไทยเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าความเห็นระหว่างเพื่อนบ้านควรได้รับการแก้ไขผ่านการพูดคุยหารือแนวทางที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด คือ รักษาช่องทางการสื่อสาร ฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน และแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาทวีภาคี แต่กัมพูชาใช้แนวทางที่ต่างออกไป กัมพูชามักกล่าวอ้างว่า ตนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและสร้างภาพว่า ไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การกล่าวอ้างนี้ของกัมพูชามุ่งสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายตนเองและมีความย้อนแย้ง
เราควรคำนึงถึงเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความขัดแย้ง ตอนที่กัมพูชาจงใจปล่อยบทสนทนาส่วนตัวทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ตอนที่จรวดของกัมพูชาตกใส่และพรากชีวิตพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ ตอนที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ ในช่วงเวลาเหล่านั้นการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน ?
นายสีหศักดิ์ย้ำว่า ไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมั่นคงเสมอมา ไทยยึดมั่นในกติการะหว่างประเทศและจะปกป้องสิทธิ์ของเราอย่างเข้มแข็ง และทางออกที่ยั่งยืนในเรื่องนี้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกัน ดังนั้นไทยจึงได้มุ่งผลักดันให้การหาพูดคุยหาแนวทางปฏิบัติได้จริง อย่างในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบูเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้นำของเราทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่น ที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อผมได้พบกับรองนายกฯ ปรัก สุคน ที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคม ผมได้เสนอมาตรการ ที่ปฏิบัติได้จริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้เราสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจ ในประเด็นที่เราเห็นต่างกัน
แต่น่าเสียดายว่า แทนที่กัมพูชาจะเข้าร่วมการพูดคุยทวิภาคีอย่างเต็มที่และจริงใจ กัมพูชายังคงกล่าวร้ายประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่าโดยนำเสนอเรื่องราวที่เป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง และกล่าวหาประเทศไทยโดยไม่มีมูลแทบทุกวัน ซึ่งรวมถึงในเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชาก็จะเล่นบทผู้ถูกกระทำด้วยความเชื่อมั่นว่า ตนดีเหนือผู้อื่น สร้างภาพว่าตนมีความชอบธรรม เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การเมืองภายในมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเช่นนี้ของกัมพูชา
สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และความเป็นอยู่ของประชาชนของทั้งสองฝ่าย ไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น นี่คือแนวทางที่กัมพูชาเลือกใช้มาโดยตลอด และนำมาซึ่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ทั้งยังปลุกกระแสความรู้สึกของสาธารณชน เพิ่มความตึงเครียด และทำให้ท่าทีของแต่ละฝ่ายแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้การปรับท่าเข้าหากันและกันฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น
ส่วนสาเหตุที่นำมาสู่การยกเลิก MOU 2544 กัมพูชากล่าวอ้างว่า การยกเลิก MOU ของไทยนั้นทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการกระบวนการประนอมนี้ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง ข้อเท็จจริงคือ ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา เราสามารถการประชุมเป็นทางการได้เพียงสองครั้งเท่านั้นทำให้เห็นชัดว่า MOU ไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มการเจรจาใหม่อีกครั้ง การให้สัตยาบันเขาเป็นภาคี UNCLOS ของกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้น่าจะเป็นโอกาสเหมาะสมที่เราจะเริ่มการเจรจากันอีกครั้งบนพื้นฐานทางกฎหมายเดียวกันที่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น
ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนโดยไทยได้เสนอกัมพูชาด้วยตนเองให้เริ่มการเจรจาระหว่างกันในเรื่องเขตทางทะเล ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และเปิดทางไปสู่การแก้ประเด็นอื่น นายสีหศักดิ์ยังได้เสนอด้วยว่า หากเราไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายในหกเดือน เราก็สามารถเข้าสู่กระบวนการประนอมร่วมกันได้ ดังนั้นการกล่าวอ้างว่าตนไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วนอกจากเริ่มกระบวนการนี้ภายหลังไทยยกเลิก MOU นั้นจึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง กัมพูชามีทางเลือกอื่น แต่เลือกที่จะปิดประตูนั้นด้วยเหตุผลที่ยากที่จะเข้าใจ
ขอบเขตของกระบวนการนี้เกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น ไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า เขตทางทะเลของไทยเป็นไปตามที่ปรากฎในพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 ไทยมิได้มุ่งหวังสิ่งใดไปกว่าการปกป้องอธิปไตยสิทธิอธิปไตย และสิทธิอันพึงได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด ประเทศไทยปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเมื่อปี 2515 ซึ่งเส้นดังกล่าวปราศจากพื้นฐานทางกฎหมาย
นายสีหศักดิ์ย้ำปิดท้ายว่า ไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ ขอย้ำว่าไทยจะปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของไทยอย่างมั่นคง และและขอย้ำอีกครั้งว่าไทยยึดมั่นในสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
