กต.แถลงไทยตอบรับร่วม “UNCLOS” ย้ำเพื่อกำหนดเขตทางทะเลเท่านั้น

วันนี้ (22 มิถุนายน) นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวกรณีที่ไทยตอบเข้าร่วมกระบวนการประนอมเกี่ยวกับข้อพิพาทในการกำหนดเขตทางทะเลภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS
รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าสืบเนื่องจากวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้ส่งหนังสือถึงกัมพูชาตอบรับเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อพิพาทในการกำหนดเขตทางทะเลภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS โดยระบุว่า ตามที่ฝ่ายกัมพูชามีหนังสือแจ้งริเริ่มกระบวนการฝ่ายไทยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ฝ่ายไทยได้ส่งหนังสือไปถึงกัมพูชาที่ประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ คือ
1.ไทยแจ้งย้ำวัตถุประสงค์ของไทยในกระบวนการนี้ว่าเป็นไปเพื่อ “กำหนดเขตทางทะเลเท่านั้น”
2.ไทยได้แจ้งการแต่งตั้งตัวแทนของไทย 2 คนที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนไทยในกระบวนการประนอม คือ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมสตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทษ เป็นตัวแทนหลักในฐานะ Agent และคนที่สองคือ นายธงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูต ณ คูเวต เป็นรองตัวแทน หรือ Deputy Agent
3.ไทยได้แจ้งชื่อผู้ประนอม 2 คนที่ฝ่ายไทยเป็นคนเลือกแต่งตั้ง คือ นายอัลเบิร์ต เจ. ฮอฟฟ์แมน ชาวแอฟริกาใต้ และ นายรือดิเกอร์ โวล์ฟรุม ชาวเยอรมนี โดยทั้งสองเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านกฎหมายทางทะเลและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าคณะกรรมาธิการประนอมอาจใช้เวลาประมาณ 12 เดือน ในการจัดทำรายงาน รวมไปถึงการจัดหารือและเจรจา เพื่อรับทราบมุมมอง 2 ประเทศที่จะตีความกฎหมายในเรื่องข้อพิพาษทางทะเล และรวมเป็นข้อเสนอแนะให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาต่อไป ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของไทย ย้ำว่าข้อเสนอแนะดังกล่าว “ไม่มีผลผูกพันธ์ทางกฎหมาย” แต่ให้เป็นแนวทางให้ประเทศคู่กรณีใช้เป็นพื้นฐานในการหาข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายต่อไป กลับมาสู่แนวทางที่ฝ่ายไทยเสนอมาตั้งแต่ต้นคือ การเจรจาทวิภาาคี
กระทรวงการต่างประเทศย้ำด้วยว่า การประนอมนั้น “ไม่ใช่การขึ้นศาล” รวมไปถึงผู้ประนอมไม่ใช่ทนายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและเป็นคนกลางที่น่าเชื่อถือที่เข้าใจบริบทของข้อพิพาทที่พยายามหาจุดสมดุลระหว่าง 2 ฝ่าย ดังนั้นผลลัพธ์ของการประนอมจึง “ไม่ใช่คำพิพากษา” แต่เป็น “ข้อเสนอแนะที่ทุกฝ่ายยอมรับได้”
ขณะที่ในช่วงถามตอบกับสื่อมวลชน นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ระบุว่า MOU44 ได้ระบุให้แบ่งเขตแดนทางทะเลร่วมไปพร้อมๆ กับการทำเขตพื้นที่ทับซ้อน แต่ 25 ปีที่ผ่านมานั้นกลับ “ไม่มีความคืบหน้า” พร้อมทั้งกล่าวว่าอดีตที่ผ่านมาไทยไม่เคยมีกระบวนการนี้มาก่อนและในกรณีของไทยเป็นเคสที่ 2 ที่เกิดขึ้นหลังจากครั้งแรกซึ่งเป็นกรณีระหว่าง “ติมอร์เลสเต-ออสเตรเลีย” พร้อมทั้งย้ำว่า กระบวนการดังกล่าวยังเป็นกระบวนการทวิภาวคีแต่มีคนที่ 3 เข้ามาด้วย ถ้าทำได้จนสิ้นสุดกระบวนการจะต้องมีการไปเซ็นสัญญาขั้นสุดท้ายอีกฉบับ ซึ่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย มองว่ากรณีไทยจะถูกใช้เป็น “กรณีศึกษา” (Case study) ให้กับนักศึกษากฎหมายในอนาคตต่อไปด้วย
อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ยังระบุว่า อนุสัญญา UNCLOS ค่อนข้างมีความสมบูรณ์แบบในตัว ทั้งในด้านข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อกำหนดทางเชิงวิชาการ ที่เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น UNCLOS ก็มีวิธีแก้ไขกำหนด พร้อมทั้งย้ำว่าไทยศึกษาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและขอให้ประชาชนเชื่อว่าฝ่ายไทยได้ทำดีที่สุดแล้ว
ขณะที่มีผู้สื่อข่าวถามว่า หากระหว่างเจรจาเกี่ยวกับกระบวนการประนอม UNCLOS เกิดปะทะขึ้นอีกครั้ง กระบวนการดังกล่าวจะยังเดินหน้าหรือยุติหรือไม่ ทางฝั่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ระบุว่า กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่แยกออกมาและนับว่าเป็นกระบวนการสากล หากสำเร็จไม่ว่าจะสำเร็จอย่างสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือสำเร็จแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ ตามไปด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
