ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร” เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของภาคใต้

“วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร” จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากประเทศไทยและประชาชนในพื้นที่ร่วมกันผลักดันการเสนอชื่อมายาวนานกว่า 14 ปี นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 2012
การได้รับการขึ้นทะเบียนครั้งนี้ทำให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารกลายเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของภาคใต้ เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 ของประเทศไทย และเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย
การพิจารณาขึ้นทะเบียนได้รับความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ในการประชุมสามัญสมัยที่ 48 ของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้
คณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมการประชุม นำโดยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงการประกาศผล โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความยินดี หลังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการรับรองให้เป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการ
ตามข้อมูลของยูเนสโก พื้นที่ของวัดมีขนาดประมาณ 51,400 ตารางเมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐ และเริ่มก่อสร้างขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13
จุดเด่นสำคัญของวัดคือ พระบรมธาตุเจดีย์ เจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นตาม ศิลปะแบบลังกา มีความสูงประมาณ 78 เมตร ถือเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาของชาวพุทธในภาคใต้มายาวนานหลายศตวรรษ
ส่วนที่ญี่ปุ่น เมืองหลวงโบราณอาสุกะและฟูจิวาระ (Asuka and Fujiwara) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น แหล่งมรดกโลกของยูเนสโกเช่นเดียวกันในวันนี้ (26 ก.ค.) โดยยูเนสโกระบุว่า แหล่งมรดกโลกแห่งใหม่นี้ประกอบด้วย แหล่งโบราณคดี 19 แห่ง ซึ่งสะท้อนพัฒนาการของญี่ปุ่นในช่วงเริ่มก่อตั้งรัฐรวมศูนย์แห่งแรกของประเทศ ซึ่งการขึ้นทะเบียนครั้งนี้ทำให้ญี่ปุ่นมีแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกรวมทั้งสิ้น 27 แห่ง
แหล่งโบราณคดีเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการรับอิทธิพลจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกแผ่นดินใหญ่ ทั้งในด้านระบบการปกครอง การวางผังเมือง และพระพุทธศาสนา ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมอารยธรรมญี่ปุ่นยุคแรกผ่านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับประเทศเพื่อนบ้าน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
