เศรษฐกิจไทยจะฟื้นอย่างไร? ถอดแนวคิดกุนซือเศรษฐกิจ 8 พรรค

ภาวะหนี้ครัวเรือนที่กดทับกำลังซื้อ ความเหลื่อมล้ำที่ทำให้โอกาสกระจุกตัว และความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวน กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประชาชนต้องการคำตอบก่อนการเลือกตั้งปี 2569
เวทีดีเบตเศรษฐกิจ “ELECTION2026: DECODING THE ECONOMIC FUTURE เลือกตั้ง69 ถอดรหัสอนาคตเศรษฐกิจ” ซึ่งจัดโดย TNN16 ร่วมกับ Bangkok Post เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 เปิดพื้นที่ให้กุนซือเศรษฐกิจจาก 8 พรรคการเมือง ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพนโยบายอย่างกระชับและเปรียบเทียบได้ชัดเจน
“หนี้” โจทย์เร่งด่วนที่ทุกพรรคเห็นตรงกัน
คำถามแรกของเวทีมุ่งไปที่นโยบายเร่งด่วนในช่วง 90 วันแรก หากได้เป็นรัฐบาล เกือบทุกพรรคเริ่มต้นจากการยอมรับตรงกันว่า หากไม่จัดการปัญหาหนี้ เศรษฐกิจจะไม่สามารถเดินหน้าได้
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ พรรคเพื่อไทย เสนอการเดินควบคู่ระหว่างการแก้หนี้กับการยกระดับประเทศสู่รายได้สูง ผ่านการเพิ่มรายได้จากการส่งออก การลงทุน และการขยายฐานภาษี เพื่อเสริมศักยภาพรัฐในระยะยาว
นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก พรรครักชาติ มองว่าคนตัวเล็กกำลังเผชิญภาวะตึงตัวอย่างหนัก การแก้หนี้ต้องทำควบคู่กับการอัดฉีดสภาพคล่องให้ถึงฐานราก โดยเสนอใช้กลไกธนาคารของรัฐเพื่อเพิ่มสินเชื่อแก่ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย โดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณโดยตรง
ด้าน ดร.อนุสรี ทับสุวรรณ พรรคโอกาสใหม่ เสนอแนวคิด “หยุดเลือดก่อน” ผ่านการแช่แข็งหนี้ชั่วคราว ทั้งการหยุดยึด หยุดดอก และหยุดฟ้อง พร้อมตั้งศูนย์บริหารหนี้เพื่อแยกหนี้จำเป็นออกจากหนี้ลงทุน เปิดโอกาสให้ประชาชนกลับมาทำงานและฟื้นกำลังซื้อ
ลดเหลื่อมล้ำ ผ่านสวัสดิการและโอกาสทางเศรษฐกิจ
ประเด็นความเหลื่อมล้ำถูกขยายไปมากกว่าค่าจ้างหรือรายได้ โดยเชื่อมโยงกับต้นทุนชีวิตและโอกาสเข้าถึงทรัพยากร
นายวีระพงษ์ ประภา พรรคประชาธิปัตย์ เสนอการเพิ่มสิทธิและสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ แม่และเด็ก ควบคู่กับการลงทุนด้านการศึกษาและประกันรายได้แรงงาน พร้อมเน้นการปราบคอร์รัปชันและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นในระบบ
ขณะที่ นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย พรรคไทยสร้างไทย ชูแนวคิด “ปลดหนี้ เติมทุน” เป็นบันไดสามขั้น ควบคู่กับการปราบโกง โดยมองว่าความเชื่อมั่นเป็นเงื่อนไขสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
แข่งขันยาก GDP โตต่ำ ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์
คำถามสำคัญอีกข้อคือ จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยหลุดจากการเติบโตระดับต่ำ หลายพรรคเห็นตรงกันว่าการโตเพียง 2% ไม่เพียงพอ
ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร พรรคไทยก้าวใหม่ เสนอให้ตั้งเป้าเติบโต 5–7% ผ่านยุทธศาสตร์การลงทุนระดับชาติ รวมหน่วยงานเศรษฐกิจให้ทำงานเป็นทีมเดียว และรื้อระบบสนับสนุน SME เพื่อสร้างธุรกิจใหม่เป็นเครื่องยนต์หลัก
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ พรรคประชาชน เสนอการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการจัดการปัญหาทุจริตและทุนสีเทา เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน และขยายตลาดส่งออก รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
ขณะที่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ พรรคเพื่อไทย ย้ำบทบาทการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ พร้อมชี้ว่าอุตสาหกรรมอนาคตอย่าง AI และดาต้า คือโอกาสที่ไทยต้องเร่งคว้า หากหวังการเติบโตระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
