ย้อนค่าไฟไทย 10 ปี สู่โครงสร้างใหม่ขั้นบันได 2569

ค่าไฟฟ้าของประเทศไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2559 ถึง 2569 มีการเปลี่ยนแปลงตามต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้ค่า Ft เป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดค่าไฟในแต่ละช่วงเวลา
ภาพรวมสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ ช่วงค่าไฟระดับต่ำ ช่วงที่ค่าไฟปรับขึ้นตามวิกฤตพลังงานโลก และช่วงที่ค่าไฟทยอยปรับลดลงพร้อมการปรับโครงสร้างใหม่
ย้อนค่าไฟไทย 10 ปี
ช่วงปี 2559 ถึง 2564 ค่าไฟอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยปี 2559 ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 3.42 บาทต่อหน่วย และปี 2562 อยู่ที่ 3.64 บาทต่อหน่วย ขณะที่ปี 2564 อยู่ที่ 3.60 บาทต่อหน่วย ในช่วงนี้ค่า Ft อยู่ในระดับติดลบ เนื่องจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติอยู่ในระดับต่ำ โครงสร้างค่าไฟเป็นแบบอัตราเดียวทั้งบิล ทำให้ผู้ใช้ไฟทุกระดับจ่ายในอัตราใกล้เคียงกัน
ในปี 2565 ค่าไฟปรับขึ้นมาอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยค่า Ft เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาก๊าซและ LNG ในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตาม
หลังจากนั้นในช่วงปี 2566 ถึง 2569 ค่าไฟเริ่มทยอยปรับลดลง โดยปี 2566 อยู่ที่ 4.45 บาทต่อหน่วย ปี 2567 อยู่ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย ปี 2568 อยู่ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย และปี 2569 อยู่ในช่วงประมาณ 3.88 ถึง 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นผลจากการบริหารต้นทุนและมาตรการดูแลค่าไฟของภาครัฐ
ค่าไฟปัจจุบันก่อนปรับโครงสร้าง
ค่าไฟในปัจจุบันยังคงใช้โครงสร้างอัตราเฉลี่ยเดียวทั้งบิล อยู่ที่ประมาณ 3.88 ถึง 3.95 บาทต่อหน่วย ทำให้ผู้ใช้ไฟมากและน้อยจ่ายในอัตราใกล้เคียงกัน และยังไม่สะท้อนพฤติกรรมการใช้ไฟอย่างชัดเจน
โครงสร้างใหม่แบบขั้นบันได ปี 2569
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เปิดเผยแนวทางปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่สำหรับครัวเรือน โดยเปลี่ยนเป็นระบบขั้นบันได คิดค่าไฟแบบสะสมตามปริมาณการใช้ไฟ
อัตราค่าไฟใหม่ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา มีรายละเอียดดังนี้
- 1 ถึง 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
- 201 ถึง 400 หน่วย ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย
- 401 ถึง 500 หน่วย ประมาณ 4.42 บาทต่อหน่วย
- มากกว่า 500 หน่วย มากกว่า 5 บาทต่อหน่วย
โครงสร้างนี้ครอบคลุมประมาณ 23 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยทุกครัวเรือนได้รับสิทธิ 200 หน่วยแรกในอัตราต่ำ
วิธีคิดค่าไฟแบบใหม่
โครงสร้างใหม่ใช้วิธีคิดแบบสะสมทีละช่วง ไม่ใช่เหมาจ่ายทั้งบิล เช่น หากใช้ไฟ 300 หน่วย จะคิด 200 หน่วยแรกในอัตรา 3 บาท และอีก 100 หน่วยในอัตรา 3.95 บาท
แนวทางนี้ทำให้ผู้ใช้ไฟทุกระดับยังได้รับประโยชน์จากหน่วยแรกในราคาต่ำ
ผลต่อค่าไฟของประชาชน
ครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย จะมีค่าไฟลดลงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ครอบคลุมประมาณ 20 ล้านครัวเรือน
ผู้ใช้ไฟเกิน 200 หน่วย จะยังได้ประโยชน์จาก 200 หน่วยแรก ทำให้ค่าไฟเฉลี่ยลดลงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์
ภาพรวมทั้งระบบ ค่าไฟมีแนวโน้มลดลงประมาณ 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์
แนวทางลดค่าไฟในระยะยาว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การลดค่าไฟในระยะยาวต้องดำเนินการควบคู่ 3 ด้าน ได้แก่
- การปรับโครงสร้างสัญญาซื้อไฟแบบ adder กำลังผลิตประมาณ 4,000 เมกะวัตต์ ซึ่งหากดำเนินการได้ จะช่วยลดค่าไฟได้ประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย
- การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟในหน่วยงานภาครัฐและไฟสาธารณะ ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนได้ประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย
- การบริหารต้นทุนค่า Ft จากราคาก๊าซนำเข้า ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของค่าไฟ หากสามารถลดการพึ่งพาก๊าซนำเข้าได้ จะช่วยลดต้นทุนในระยะยาว
เมื่อรวมทั้ง 3 แนวทาง จะช่วยลดค่าไฟได้ประมาณ 30 ถึง 40 สตางค์ต่อหน่วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
