สหรัฐฯ-อิหร่านบนปากเหว “สงคราม”

การเจรจาล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่นครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์มีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง แต่ยังไร้ข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากจุดยืนระหว่าง 2 ฝ่ายมีความแตกต่างกันมาก โดยสหรัฐฯ ยื่นข้อเรียกร้อง 3 เรื่องต่ออิหร่าน ได้แก่ 1.ยุติการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง 2.ยกเลิกการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค และ 3.ยุติการพัฒนาโครงการขีปนาวุธ ซึ่งอิหร่านยืนยันมาตลอดว่าโครงการนิวเคลียร์มีเป้าหมายเพื่อการใช้งานของพลเรือน พร้อมปฏิเสธที่จะหารือเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ออกมาประสานเสียงกดดันให้อิหร่านยอมรับข้อเสนอในการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหาร ทั้ง “แคโรไลน์ เลวิตต์” โฆษกทำเนียบขาว ที่ระบุว่า มีเหตุผลและข้อโต้แย้งมากมายที่สนับสนุนการโจมตีอิหร่าน แต่การเจรจาทางการทูตยังคงเป็นทางเลือกแรกของผู้นำสหรัฐฯ ด้าน “เจดี แวนซ์” รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า อิหร่านยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอหลักของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ปฏิเสธการใช้กำลังทหาร หากการเจรจาทางการทูตไม่ประสบความสำเร็จที่จะหยุดยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ข้อมูลจากนิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่า ในระหว่างการเจรจาครั้งล่าสุด อิหร่านแสดงความเต็มใจที่จะระงับการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ชั่วคราวเป็นเวลา 3-5 ปี ซึ่งจะครอบคลุมระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีทรัมป์ หลังจากนั้นอิหร่านจะเข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสำหรับพลเรือน รวมทั้งอิหร่านจะลดปริมาณยูเรเนียมที่สะสมไว้โดยยอมให้มีการตรวจสอบจากนานาชาติ พร้อมกับเสนอโอกาสในการลงทุนและการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงด้านพลังงาน ข้อเสนอของอิหร่านดังกล่าวต้องการแลกกับการที่สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและแบนอุตสาหกรรมน้ำมัน
แม้ทั้ง 2 ฝ่ายจะอยู่ระหว่างการเจรจา แต่ต่างฝ่ายต่างก็เตรียมพร้อมด้านการทหารควบคู่กันไปด้วย ในฝั่งของสหรัฐฯ CBS รายงานว่า บรรดาที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีทรัมป์ได้หารือกันที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธเกี่ยวกับกรณีของอิหร่าน ซึ่งกองทัพสหรัฐฯ มีความพร้อมที่จะโจมตีอิหร่านได้เร็วสุดภายในวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ แต่ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจากประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังรอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากอิหร่านเกี่ยวกับประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ลงตัวบางเรื่อง
โดยล่าสุดเรือบรรทุกเครื่องบิน USS เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 ที่ผู้นำสหรัฐฯ ส่งไปยังตะวันออกกลาง และกองเรือรบที่ร่วมเดินทาง กำลังแล่นข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คาดว่าจะถึงที่หมายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งจะเข้าร่วมกับเรือบรรทุกเครื่องบิน USS อับราฮัม ลินคอล์น และเรือพิฆาตลำอื่น ๆ ที่ประจำการอยู่ในบริเวณอ่าวอาหรับก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ยังมีเรือรบลำอื่น ๆ อีกหลายลำอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงเรือโจมตีชายฝั่งอย่างน้อย 3 ลำ เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีในทะเลแดง และเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีอีก 2 ลำในอ่าวเปอร์เซีย ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ การเสริมกำลังทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางมีความคล้ายคลึงกับช่วงก่อนหน้าการโจมตีทางอากาศภายใต้ปฏิบัติการ “มิดไนต์ แฮมเมอร์” (Midnight Hammer) เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ซึ่งโจมตีฐานนิวเคลียร์ 3 แห่งในอิหร่าน
เรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบที่ประจำการอยู่ในน่านน้ำตะวันออกกลาง จะทำให้สหรัฐฯ สามารถโจมตีอิหร่านได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในดินแดนของประเทศแถบอ่าวอาหรับ ซึ่งไม่ยินยอมให้สหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านจากดินแดนของตน เนื่องจากกังวลว่าอิหร่านจะมีขีปนาวุธตอบโต้ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าหากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านจะเป็นการปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว หรือร่วมมือกับกองทัพอิสราเอล ซึ่ง “มาร์โก รูบิโอ” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จะเดินทางเยือนอิสราเอลในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู
ในฝั่งของอิหร่าน มีรายงานการเสริมคอนกรีตและกลบดินเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโรงงานนิวเคลียร์และพื้นที่ทางการทหารที่มีความอ่อนไหว ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนการเตรียมพร้อมหลังจากถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเมื่อปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน อิหร่านก็พยายามแสดงแสนยานุภาพทางทหาร โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้จัดการซ้อมรบหลายครั้งในสัปดาห์นี้บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภัยคุกคามด้านความมั่นคงและการทหารที่อาจเกิดขึ้น ทำให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน รวมถึงอิหร่านยังจัดการซ้อมรบร่วมกับรัสเซียและจีน ภายใต้กรอบความร่วมมือ Maritime Security Belt 2026 บริเวณอ่าวโอมานและช่องแคบฮอร์มุซ
เว็บไซต์ข่าว “แอ็กซิออส” (Axios) รวบรวม 6 ปัจจัยที่มีส่วนทำให้สหรัฐฯ และอิหร่านเข้าใกล้สงคราม ได้แก่ 1.ความขัดแย้งเรื่องนิวเคลียร์ที่ยืดเยื้อ ในยุคของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา เคยทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ที่ดำรงตำแหน่งวาระแรกยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว และหันมาใช้แนวทางที่แข็งกร้าวมากขึ้น ซึ่งต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ และอาจมีเป้าหมายไปถึงการเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่าน 2.มีผู้เสียชีวิตจากเหตุประท้วงในอิหร่านจำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่สหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซง 3.สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำเข้าประจำการใกล้เคียง สะท้อนว่าสหรัฐฯ มีแผนจะใช้กำลังทหาร เพราะตามปกติแล้วจะไม่เคลื่อนเรือบรรทุกเครื่องบินและกองเรือจำนวนมากไปในตำแหน่งดังกล่าว 4.แรงกดดันจากอิสราเอลที่ต้องการทำลายโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน 5.ตลาดน้ำมันไม่วิกฤตมากหากเกิดการโจมตี เพราะตลาดมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ ราคาค่อนข้างต่ำ และความต้องการใช้อยู่ในระดับปานกลาง และ 6.ระบอบการปกครองของอิหร่านอ่อนแอลงจึงเป็นจังหวะที่เอื้อให้สหรัฐฯ ดำเนินการ
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นในการซื้อขายในเอเชียเมื่อวานนี้ แม้ทั้ง 2 ฝ่ายจะพยายามคลี่คลายความตึงเครียดผ่านการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ทั้ง 2 ฝ่ายก็เสริมกำลังทางทหารด้วย ปลุกความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลก
โดยราคาน้ำมันเบรนต์ตลาดลอนดอน สัญญาส่งมอบล่วงหน้าเดือนเมษายน เคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสของสหรัฐฯ เคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องจากวันก่อนหน้าที่ขยับทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดการหยุดชะงักด้านการผลิตจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงผลกระทบต่อการขนส่งทางเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลกที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อิหร่านได้ออกมาเตือนหลายครั้งว่า หากถูกโจมตีก็จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ รวมทั้งขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาอิหร่านก็ไม่เคยทำจริง ๆ แม้จะถูกโจมตีจากสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว แต่เมื่อต้นสัปดาห์นี้ อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วนเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง เนื่องจากมาตรการรักษาความปลอดภัยในระหว่างการซ้อมรบ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการปิดช่องแคบดังกล่าว
ช่องแคบฮอร์มุซตั้งอยู่ในอ่าวระหว่างโอมานและอิหร่าน นับเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ข้อมูลจาก “เคปเลอร์” (Kpler) บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลพลังงาน ระบุว่า ในปี 2568 มีน้ำมันดิบประมาณ 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 31 ของการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลทั่วโลก ส่วนสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเมินว่า น้ำมันดิบประมาณร้อยละ 20 ของทั้งโลกขนส่งผ่านเส้นทางนี้
หากเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ผู้บริโภคในเอเชียจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เพราะ EIA ระบุว่า ราวร้อยละ 82 ของการขนส่งน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงต่าง ๆ ผ่านช่องแคบแห่งนี้เดินทางไปยังเอเชีย โดยจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นจุดหมายปลายทางหลัก ซึ่งทั้ง 4 ประเทศนี้มีสัดส่วนรวมกันคิดเป็นร้อยละ 70 ของปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวทั้งหมดที่ขนส่งผ่านช่องแคบนี้
ขณะที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซในระยะยาวอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับกลุ่มประเทศอาหรับ ทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งใช้เส้นทางนี้ส่งออกน้ำมัน นอกจากนี้ ก็จะกระทบต่ออิหร่านเอง เพราะต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซในการขนส่งน้ำมันไปยังประเทศคู่ค้า
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังดันให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวแถวระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากตลาดโลกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันตลาดก็กำลังพิจารณารายงานการประชุมล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งเผยให้เห็นความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
