ธปท. สั่งแบงก์จับตา แห่ถอนเงินสดสูงช่วงเลือกตั้ง ป้องกันซื้อสิทธิ์-ขายเสียง

ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติสั่งสถาบันการเงินจับตา การเบิกถอนเงินสดสูงผิดปกติ ในช่วงเลือกตั้ง ป้องกันทุจริตซื้อสิทธิ์ ขายเสียง หลังพรรคประชาชน เปิดข้อมูล การเบิกถอนเงินสุดสูงถึงแสนล้านบาทในช่วง 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง
“ซื้อเสียง” รู้ว่ามี แต่ทำไมรัฐมองไม่เห็น ?
การ “ซื้อเสียง” ถือเป็นปัญหาบั่นทอนประชาธิปไตย และการเลือกตั้ง
ข้อมูลจาก The Active ของสำนัก Thai PBS ระบุว่า ในการเลือกตั้งปี 2566 มีคำร้องประเภทเรื่องหาเสียงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียง ทั้งหมด 80 กรณี จากทั้งหมด 8 พรรคการเมือง ผู้ถูกร้องรวม 220 คน
อ่านบทความจาก The Active เพิ่มเติมได้ที่นี่: https://theactive.thaipbs.or.th/data/elect-ect-case
ขณะที่ รายงานในทางลับเชื่อว่ามีการทำผิดเรื่องซื้อเสียงมากกว่าที่ปรากฎ การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง หรือการควบคุมเงินสด จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแนวทางในการป้องกัน
ปชน. ตั้งข้อสังเกต เงินสดถอนมากผิดปกติ
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า เงินสดในมือแบงก์ชาติ ถูกถอนออกไปมากกว่าปกติในช่วง 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง รวมแล้วมากกว่า 160,000 ล้านบาท
โดยยอดการเบิกเงินสดระดับนี้ ไม่ใช่ เงินซื้ออาหารตามปกติ แต่เทียบเท่าช่วงปี 2554 ซึ่งมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากการซ่อมสร้างฟื้นฟูเมืองหลวงจากน้ำท่วมใหญ่ เฉพาะเดือนกันยายน เดือนเดียว ถูกเบิกออกไปถึง 127,000 ล้านบาท
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ออกมาชี้แจงประเด็นนี้ว่า การเบิกถอนเงินสูงผิดปกติในเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นผลจากความกังวลต่อการขยายผลของมาตรการอายัดบัญชีม้า ที่ทำให้ประชาชนถอนเงินสดออกมาเก็บและใช้จ่ายแทนการทำธุรกรรมผ่านบัญชีออนไลน์
อีกทั้งร้านค้าหลายแห่งก็หันมารับชำระค่าสินค้าเป็นเงินสดมากขึ้น โดยสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ และการชำระเงินของประชาชนได้กลับสู่ภาวะปกติแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม
ธปท. สั่งแบงก์จับตา ป้องกันซื้อสิทธิ์-ขายเสียง
สำหรับการดูแลปริมาณเงินสดที่อาจเพิ่มขึ้นผิดปกติในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ธปท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องใกล้ชิด
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยว่า ธปท.กำลังเตรียมออกหนังสือเวียนเพื่อขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ให้เพิ่มความเข้มงวด และรายงานข้อมูลผู้ที่เบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ โดยเฉพาะการถอนเงินตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป และแลกเปลี่ยนเป็นธนบัตรชนิด 500 บาท หรือ 1,000 บาท เพื่อติดตามและตรวจสอบความผิดปกติในช่วงการเลือกตั้ง โดยย้ำว่า มาตรการนี้ จะทันก่อนมีการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้แน่นอน
ธปท. เตรียมแก้ กม. ตรวจสอบธุรกรรมแลกเงินสด
แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่สามารถห้ามการแลกเงินสดได้ตามกฎหมาย แต่มีแผนจะออกประกาศเพื่อให้มีผลเชิงบังคับ สถาบันการเงินจึงต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อสนับสนุนให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความโปร่งใสและยุติธรรม
หากพบว่า มีการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ ธปท.จะประสานงานกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อติดตามเส้นทางการไหลเวียนของเงินและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งจะช่วยป้องกันการใช้เงินทุนที่อาจมาจากแหล่งที่ไม่ถูกต้องในการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างแก้ประกาศ และกฎหมายที่สามารถทำได้เกี่ยวกับการตรวจสอบธุรกรรมแลกเงินสด แต่ปัจจุบันกำลังดูอยู่ว่าจะแก้ส่วนไหน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา 2-3 เดือน คาดว่าแล้วเสร็จในช่วงเดือน เมษายน 2569 ที่จะตรงกับช่วงเลือกตั้งท้องถิ่น
“ซื้อเสียง” ผิดจริง “ขายเสียง” ก็ผิดด้วย
ทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับหาเสียง กกต. ระบุกำหนดให้พรรคการเมืองใช้เงินสำหรับการหาเสียงได้ไม่เกิน 44 ล้านบาท ผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตไม่เกิน 1.9 ล้านบาท และจะต้องทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย ยื่น กกต. ภายใน 90 วันหลังเลือกตั้ง และเงินดังกล่าวจะต้องไม่ใช่ไปกับการซื้อเสียงโดยเด็ดขาด เพราะมีความผิดทางกฎหมาย
ผู้ซื้อเสียง มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
ผู้ขายเสียง มีโทษ จำคุก 1-5 ปี ปรับ 20,000–100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
https://theactive.thaipbs.or.th/data/elect-ect-case
https://www.tnnthailand.com/wealth/222606/
https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260111.html
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
