รีเซต

อย่าดูถูก “นวดไทย” โอกาสทำเงินมาแล้ว หาทางโกยเงินเข้าประเทศ รับเทรนด์สุขภาพโลก

อย่าดูถูก “นวดไทย” โอกาสทำเงินมาแล้ว หาทางโกยเงินเข้าประเทศ รับเทรนด์สุขภาพโลก
TNN ช่อง16
15 กันยายน 2569 ( 08:00 )
22

“นวดไทย” ของดีสร้างเงินระดับโลก อุตสาหกรรมสุขภาพไทยโตแกร่ง รับเทรนด์ Wellness ป้องกันก่อนรักษา จ่ายแพงกว่าเพื่อดูแลตัวเอง! 


พูดถึง “นวดไทย” เรารู้กันดีว่าเป็นของดีเมืองไทย แต่จากนี้ไป นวดไทยและสปาไทยจะต้องไม่ใช่แค่ของดีที่เราภูมิใจเท่านั้น แต่ต้องต่อยอดให้กลายเป็น “แบรนด์” และสร้างเงินให้กับประเทศได้จริงและยั่งยืน


เพราะนี่คือโอกาสจากเทรนด์สุขภาพ หรือ Wellness ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจใหม่ของโลก เทรนด์ทำเงินจากสุขภาพวันนี้ ไม่ใช่ตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งใน New Economy ของโลก


Wellness มีความหมายกว้าง ตั้งแต่อาหารเพื่อสุขภาพ วิตามินและโภชนาการ ฟิตเนส ความงาม สปา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์เชิงป้องกัน การดูแลผู้สูงวัย สุขภาพจิต ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ที่ออกแบบมาเพื่อสุขภาพ และทั้งหมดนี้ประเทศไทยมีความพร้อมไม่น้อยในการแข่งขันระดับโลก


เที่ยวไทยวันนี้จึงไม่ใช่แค่กิน เที่ยว หรือชอปปิง แต่ต่างชาติรับรู้มากขึ้นว่า การมาเมืองไทยยังเชื่อมโยงกับเรื่องสุขภาพ การพักผ่อน และการฮีลลิ่ง ทั้งร่างกายและจิตใจ


ตลาด Wellness ไทย 42,700 ล้านดอลลาร์


Wellness ของไทยไม่ธรรมดา เพราะถูกจัดให้อยู่ที่อันดับ 24 ของโลก และอันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก ตามรายงาน Global Wellness Economy: Country Ranking Report ของ Global Wellness Institute หรือ GWI


ที่สำคัญ ตลาดนี้ยังโตต่อเนื่อง โดย Wellness ของไทยมีมูลค่าประมาณ 42,700 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 เติบโตจากปีก่อนหน้ามากกว่า 10%  เฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Wellness Tourism มีมูลค่าถึง 14,000 ล้านดอลลาร์ ติดอันดับ 15 ของโลก ขณะที่การแพทย์แผนดั้งเดิมและทางเลือก มีมูลค่าประมาณ 3,200 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยธุรกิจสปากว่า 1,800 ล้านดอลลาร์ อีกตลาดที่น่าจับตาคือ “สปาเชิงการแพทย์” ซึ่งกำลังมาแรง และมีอัตราเติบโตสูงถึง 13.8%


คนยุคใหม่ไม่รอป่วย แต่ดูแลตัวเองก่อน


เหตุผลที่ Wellness โตแรง เพราะโลกกำลังเปลี่ยนจาก “รักษา” ไปสู่ “ป้องกัน”


คนยุคใหม่ไม่อยากรอให้ป่วยแล้วค่อยมาดูแลตัวเอง แต่เริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้ว่าจะนอนอย่างไรให้ดีขึ้น กินอย่างไรให้สุขภาพดี ลดความเครียดอย่างไร ชะลอวัยอย่างไร ออกกำลังกายอย่างไร และทำอย่างไรให้มีชีวิตที่แข็งแรงไปนานที่สุด


ตลาด Wellness จึงขยายจาก “การรักษา” ไปสู่ “การใช้ชีวิต” จากโรงพยาบาล ขยายไปสู่สินค้าและบริการเพื่อสุขภาพที่อยู่รอบตัวเรา และตรงนี้เองคือโอกาสของประเทศไทย


นวดไทย สมุนไพร อาหาร มีของดีอยู่เต็มมือ


ประเทศไทยมีจุดแข็งที่ตอบโจทย์ตลาดนี้อยู่แล้ว อย่าง “นวดไทย” เรามีภูมิปัญญาและชื่อเสียงระดับโลก “สมุนไพรไทย” เรามีทั้งวัตถุดิบ องค์ความรู้ และอุตสาหกรรมรองรับ ส่วน “อาหารไทย” ก็สามารถต่อยอดไปสู่อาหารเพื่อสุขภาพ Functional Food และโภชนาการเฉพาะบุคคลได้ ขณะที่สปาไทย มีทั้งบริการ บรรยากาศ และวัฒนธรรม


เมื่อเชื่อมทั้งหมดเข้ากับภาคการท่องเที่ยว ก็สามารถสร้างประสบการณ์แบบครบจบได้ เมื่อเดินทางมาเมืองไทย


มีของดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีมาตรฐานระดับโลก


แต่ถ้าไทยต้องการสร้างเงินจาก Wellness อย่างยั่งยืน และแข่งขันในตลาดโลกได้ แค่ใช้ภูมิปัญญาอย่างเดียวคงไม่พอ เราต้องสร้างแบรนด์ สร้างมาตรฐาน ความปลอดภัย และมีงานวิจัยรองรับ เพื่อการันตีคุณภาพ


องค์การอนามัยโลก หรือ WHO กำลังให้ความสำคัญกับ Traditional Medicine มากขึ้น แต่หัวใจสำคัญคือ Evidence, Safety และ Quality พูดง่าย ๆ คือ ต้องมีหลักฐานรับรอง มีความปลอดภัย และมีคุณภาพ


ดังนั้น หากไทยอยากยกระดับนวดไทย สมุนไพรไทย หรือการแพทย์แผนไทย เราไม่ควรหยุดอยู่แค่คำว่า “ภูมิปัญญา” แต่ต้องเดินควบคู่ไปกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และมาตรฐานสากล ยกระดับ Soft Power ให้กลายเป็นสินค้า แบรนด์ และนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าได้จริง

"นวดไทย" ขายแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน 


อีกโจทย์สำคัญคือการเจาะตลาดให้ตรงจุด เพราะสินค้า Wellness ที่ดูคล้ายกัน จะต้องสร้างความแตกต่าง และตอบโจทย์คนแต่ละชาติให้ได้ เช่น นวดเพื่อความงาม นวดเพื่อสุขภาพ หรือนวดสำหรับผู้สูงวัย


ล่าสุด กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP กำลังวางกลยุทธ์เจาะตลาด Wellness แบบเฉพาะทางมากขึ้น


ยุโรป เน้นตลาด Luxury Wellness ไม่ได้ขายแค่การนวด แต่ขายประสบการณ์ระดับพรีเมียม 


ตะวันออกกลาง มีโอกาสในกลุ่ม Medical Wellness ที่เชื่อมสุขภาพ การแพทย์ และการพักผ่อนเข้าด้วยกัน 


จีน มีตลาดขนาดใหญ่สำหรับความงาม การนวด และบริการ Wellness 


ญี่ปุ่น มีโอกาสในกลุ่มอาหารนวัตกรรม รวมถึงสินค้าสำหรับสังคมสูงวัย


นอกจากนี้ ตลาดใหม่อย่างฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และเมียนมา ก็เริ่มมีความต้องการสินค้า Wellness และสมุนไพรไทยเพิ่มขึ้น


ส่วนตลาดตะวันออกกลาง ยังมีโอกาสสำหรับน้ำหอม Essential Oils และผลิตภัณฑ์ Wellness โดยเฉพาะในซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์




จาก “ของไทย” สู่ “แบรนด์ไทย”


สุดท้ายแล้ว เป้าหมายไม่ควรหยุดอยู่ที่การขาย “สินค้าไทย” หรือ “ของไทย” แต่ต้องไปให้ถึงการสร้าง “แบรนด์ไทย” Wellness From Thailand เพราะนวดไทยมีชื่อเสียงระดับโลกอยู่แล้ว แต่คำถามสำคัญคือ ใครเป็นเจ้าของแบรนด์? ใครกำหนดมาตรฐาน? ใครสร้างประสบการณ์? และใครเป็นคนเก็บมูลค่าจากปลายทาง?


ถ้าไทยยังขายเพียงแรงงาน ขายบริการ หรือขายสินค้าเป็นชิ้น ๆ มูลค่าที่ได้ก็อาจจำกัด และอาจถูกลอกเลียนแบบได้ แต่ถ้ายกระดับขึ้นมาเป็น Thai Wellness Brand ตั้งแต่หลักสูตรและการเรียนรู้ที่ได้มาตรฐาน การบริการที่มีใบรับรอง สถานที่ ประสบการณ์ มาตรฐาน เทคโนโลยี ไปจนถึงเรื่องราวของสินค้า มูลค่าของบริการก็จะเพิ่มขึ้นได้


นี่คือการเปลี่ยนจาก “Made in Thailand” ไปสู่ “Wellness from Thailand”


นวดไทยต้องไม่ใช่แค่ Soft Power อีกต่อไป แต่ต้องกลายเป็นสิ่งที่ทำเงินได้จริง ไม่ใช่แค่ความภูมิใจ แต่ต้องจับต้องได้ในระดับเศรษฐกิจ และในอนาคต โลกต้องรับรู้ว่า ประเทศไทย คือหนึ่งในผู้นำด้าน Wellness ระดับโลก


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง