รีเซต

ASPS คาดเงินจาก THAIESG ใหม่เข้า 6-7 หมื่นลบ.-เปิด 9 หุ้นกองทุน THAIESG ถือมากสุด

ASPS คาดเงินจาก THAIESG ใหม่เข้า 6-7 หมื่นลบ.-เปิด 9 หุ้นกองทุน THAIESG ถือมากสุด
ทันหุ้น
25 มิถุนายน 2567 ( 10:26 )
9
ASPS คาดเงินจาก THAIESG ใหม่เข้า 6-7 หมื่นลบ.-เปิด 9 หุ้นกองทุน THAIESG ถือมากสุด

#ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส หรือ ASPS ระบุว่า ในปีนี้สถาบันฯ ซื้อสุทธิหุ้นไทยน้อยมากเพียง 4.8 พันล้านบาท (YTD) เท่านั้น ทำให้ปัจจุบันมีการถือเงินสดอยู่ในระดับหนึ่งและบางกองทุนถือเงินสดถึงเกือบ 10% เลยที่เดียว ฝ่ายวิจัยฯ เชื่อว่าประเด็นนี้น่าจะหนุนให้กองทุนเพิ่มเงินในพอร์ต สร้าง WINDOW DRESSING ช่วงกลางปี และยังรอรับเม็ดเงินจากกองทุน THAIESG เข้ามาสมทบเรื่อยๆ ประเมินมีโอกาสใกล้เคียงกับเม็ดเงินจากกองทุน LTF ที่ 6 – 7 หมื่นล้านบาทต่อปี และเม็ดเงินทุกๆ 1 หมื่นล้านบาท มักหนุนให้ SET ขยับขึ้นได้ 1 –2%

 

 ฝ่ายวิจัยฯ คิดว่า กองทุน THAIESG ใหม่ พระเอกพลิกเกมส์หนุนตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้มีความเสี่ยงนิดนึงกับปริมาณเงินที่อาจลดลงหากมีการออกกองทุน THAIESG ประเภทตราสารหนี้ออกมาเยอะ

 

ดังนั้นจึงทำการค้นหาหุ้นที่กองทุน THAIESG ถือมากสุด (ใน 10 กองใหญ่สุดจาก 32ทั้งหมดกองทุน) หวังจะได้เม็ดเงินค่อยๆ ทยอยเข้ามาเพิ่มเติมในช่วงต่อจากนี้ โดยหุ้นที่กองทุน THAIESG ถือเยอะสุด คือ CPALL ตามมาด้วย AOT, PTT, DELTA, GULF, PTTEP, CPAXT, CPN, BDMS

ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ระบุอีกว่า การจัดตั้งกองทุน THAIESG ใหม่ มาในเวลาที่เหมาะสมได้พอดี เพราะ ณ SET INDEX ตรงนี้ มี VALUATION ที่น่าสนใจมาก หลังดัชนีเคลื่อนไหวไม่สอดคล้องกับกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยเพิ่มขึ้น ทั้งยังมี P/E เพียง 14.3 เท่า, PBV 1.22 เท่า และ DIVIDEND YIELD 3.5% น่าจะจูงใจให้เม็ดเงินไหลเข้ามาในกองทุน THAIESG ใหม่และตลาดหุ้นได้มากขึ้นในช่วงนี้

 

ส่วนรายละเอียดที่สำคัญของ THAIESG ใหม่ คือ มีวงเงินที่ซื้อได้เพิ่มขึ้น เป็น 3 แสนบาท (เดิมจาก 1 แสนบาท) และระยะเวลาการถือครองน้อยสุดในกองทุนประหยัดภาษีทั้งหมด เหลือเพียง 5 ปี (จากเดิมไม่น้อยกว่า 8 ปี) ส่วนสินทรัพย์ที่ถือครองเป็นหุ้นและตราสารหนี้ที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ ESG

 

ในมุมมองฝ่ายวิจัยฯ ประเมินประเด็นดังกล่าวถือว่าดีต่อตลาดหุ้นไทยมากและเข้ามาได้ในเวลาที่เหมาะสมพอดี โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

โดยระยะเวลาการถือครองเพียง 5 ปี สั้นกว่ากองทุนประหยัดภาษีทั้งหมด และกระจายตัวซื้อในเวลาไหนของปีก็ได้ถือว่าดีกว่า LTF ที่ถือครอง 7 ปีปฏิทินมาก เพราะช่วยแก้ปัญหาเม็ดเงินไม่จำเป็นต้องไปกระจุกตัวซื้อกันในช่วงเดือนธ.ค. เหมือน LTF ในอดีต ที่แรงซื้อเกือบ 45% อยู่ในเดือนนี้และแรงซื้อกว่า65% กระจุกตัวเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ของปี และอาจจะช่วงพยุงตลาดในช่วยเวลาหุ้นตกหนักได้ดี

 

และอาจหนุนให้เม็ดเงินที่เคยไหลออกไปกองทุนต่างประเทศ หลัง LTF หมดไปกว่า 1 แสนล้านบาท ไหลกลับเข้ามาบ้าง ตั้งแต่กองทุน LTF หมด สิทธิในการลดหย่อนภาษีในปี 2020 มีกองทุนต่างประเทศ (FIF) เพิ่มขึ้นจาก 743 กองทุน เป็น 1174 กองทุน หรือเพิ่มขึ้นมากว่า 431 กองทุน หนุนให้มีเม็ดเงินสลับไปซื้อจน AUM เพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนล้านบาท แต่หลังจาก THAIESG ใหม่พร้อมกับหุ้นย่อตัวลงมา ก็อาจจะหนุนให้เม็ดเงินดังกล่าวสลับเข้ามาซื้อได้บ้าง

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง