รีเซต

คนไทยรู้ยัง? หวานปกติ = 50% ร้านกาแฟดัง เตรียมลดน้ำตาล ขานรับมาตรฐานใหม่ดูแลสุขภาพ

คนไทยรู้ยัง? หวานปกติ = 50% ร้านกาแฟดัง เตรียมลดน้ำตาล ขานรับมาตรฐานใหม่ดูแลสุขภาพ
TNN ช่อง16
3 กุมภาพันธ์ 2569 ( 08:00 )

"หวานปกติ" เท่ากับ 50% กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข  ได้ร่วมมือกับร้านเครื่องดื่มดังหลายราย เดินหน้าลดน้ำตาล เพื่อดูแลสุขภาพของคนไทย ลดภาระทางเศรษฐกิจที่มาจากการป่วยเรื้อรัง


ชาไทยหวานน้อย อาจจะกลายเป็นนิวนอร์มอล ปีนี้ ปี 2026 ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความหวาน รสชาติที่หลายคนติดใจแต่มาพร้อมกับการทำลายสุขภาพ ล่าสุดปีนี้จึงเป็นปีที่ประเทศจะยกระดับนโยบายสุขภาพและโภชนาการ ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย ประกาศเตรียมปรับ “มาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชง” ใหม่ในระดับประเทศ ภายใต้แนวคิดหวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%


เป็นความตั้งใจเปลี่ยนบรรทัดฐานการบริโภคของคนไทย โดยเฉพาะสินค้าขายดีที่หลายคนบอกว่าขาดกันไมได้ ต้องซื้อกินทุกวัน อย่างชา กาแฟ น้ำหวาน น้ำชงต่างๆ ซึ่งความหวานที่หายไป ก็หมายความว่าปริมาณน้ำตาลที่เรากินเข้าไปในชีวิตประจำวันลงไปทันทีด้วยเช่นกัน  เนื่องจากความหวานเป็นภัยร้ายต่อสุขภาพ และพบว่าคนไทยนั้นติดหวาน มีการบริโภคน้ำตาลเกินระดับที่เหมาะสม และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล หรือเรื่องส่วนตัว แต่ได้สร้างภาระต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างต่อเนื่อง  


พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ และกรมอนามัยได้เร่งเดินหน้า ผ่านการจัดประชุมหารือ วางแนวทางการดำเนินงาน และเตรียมการเปิดตัวมาตรฐานความหวานใหม่ของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย  เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนนโยบายด้านโภชนาการที่สำคัญในระดับประเทศ


ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 การประชุมดังกล่าวมี ดร.แพทย์หญิงสายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ เป็นตัวแทนกรมอนามัย ร่วมดำเนินการกับภาคเอกชนที่ตอบรับเข้าร่วมขับเคลื่อนนโยบายแล้ว 4 บริษัทหลัก ได้แก่ บริษัท บางจาก รีเทล จำกัด (อินทนิล) บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (คาเฟ่อเมซอน) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (ออลล์คาเฟ่ คัดสรร เบลลินี่) และบริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด (แบล็คแคนยอน) นอกจากนั้นยังมีสมาคมกาแฟไทย บริษัท อินเตอร์คอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างครบถ้วน


ส่วนคำถามที่หลายคนกังวล คือ หวานน้อยลง ความอร่อยจะหายไป หรือรสชาติเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมหรือไม่ เรื่องนี้ทางกรมอนามัยย้ำไม่มีการปรับเปลี่ยนสูตรของเครื่องดื่มแต่ละแบรนด์โดยสิ้นเชิง แต่เป็นเพียงแค่การลดระดับความหวานที่เป็น “ปกติ” ลงไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งเท่ากับระดับหวาน 50% ที่แบรนด์ต่าง ๆ มีในเมนูอยู่แล้วนั่นเอง เพราะในเชิงสาระสำคัญ การปรับมาตรฐานความหวานครั้งนี้ของประเทศไม่ได้หมายถึงการตัดความหวานให้เลวร้าย แต่เป็นการปรับ “ความคุ้นชิน” ของคนไทยสู่ความพอดี โดยยังคงความอร่อยและสามารถบริโภคได้ตามปกติ และธุรกิจก็ยังไปต่อได้ด้วยเช่นกัน 


สำหรับการรณรงค์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มชงหลายราย และมีแผนจะเปิดตัวแคมเปญ “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” อย่างเป็นทางการในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 




ทำไมถึงต้องลดน้ำตาลในเครื่องดื่ม เพราะความอร่อยมาพร้อมการทำลายสุขภาพ  ที่แม้แต่องค์การอนามัยโลกยังเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกหันมารีดภาษีน้ำตาลให้มากขึ้น  ขณะที่บ้านเราตลาดเครื่องดื่ม เป็นตลาดใหญ่มากๆ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  


แนวโน้มธุรกิจร้านเครื่องดื่มในไทยยังคงมีทิศทางที่โตอย่างโตเนื่อง ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า คาดว่า ปี 2568 ธุรกิจร้านเครื่องดื่ม (ครอบคลุม ร้านเครื่องดื่มและคาเฟ่ ทั้ง Stand-alone, Kiosk และ Takeaway) จะมีมูลค่าอยู่ที่ 5.69 หมื่นล้านบาท โต 5.0% จากปี 2567 โดยประเทศไทยยังคงมีร้านเครื่องดื่มเปิดใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประเมินว่า ในปี 2568 จำนวนร้านเครื่องดื่ม น่าจะมีประมาณ 1.31 แสนร้าน เพิ่มขึ้น 4.8% จากปี 2567 


ร้านเครื่องดื่มเปิดใหม่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นร้านกาแฟ (กว่า 80% ของร้านเครื่องดื่มเปิดใหม่ทั้งหมด) ทั้งรูปแบบร้านที่ให้บริการที่นั่งและร้านที่ลูกค้าสามารถซื้อกลับไปทาน (Takeaway) สอดรับไปกับเทรนด์ความนิยมบริโภคกาแฟของคนไทย ขณะเดียวกัน ร้านเครื่องดื่มประเภทร้านชานมโตเร่งขึ้น ซึ่งมาจากเทรนด์การบริโภคชาเพิ่มขึ้นและการเข้ามาทำตลาดของของผู้ประกอบการต่างชาติ นอกจากนี้ ร้านเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างเครื่องดื่มน้ำผัก/ผลไม้สกัดเย็น และสมูทตี้ มีการเปิดตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นเครื่องดื่มทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ส่วนในปีนี้ ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ามูลค่าตลาดน่าจะยังเติบโตที่ประมาณ 2% จากปี 2568 



เช่นเดียวกับรายงานยอดขายเครื่องดื่มจากฟู้ดเดลิเวอรีต่างๆ ที่พบว่าชา กาแฟยังคงเป็นเมนูยอดฮิตครองใจผู้บริโภคชาวไทย เช่น GRAB รายงานว่า เครื่องดื่มขายดี ครองแชมป์ในปีที่ผ่านมา คือ เมนู “ชาเย็น” (ทั้งชาไทยและชานมไข่มุก)  ด้วยยอดสั่งรวมทั้งปีกว่า 11 ล้านแก้ว  รองลงมาคือ เมนูชาเขียว สุดฮิตด้วย ยอดขายกว่า 9 ล้านแก้ว ขณะที่ “อเมริกาโนเย็น” ตกมาอยู่อันดับสามด้วยยอดสั่งรวมกว่า 8 ล้านแก้ว  


ด้าน LINE MAN  สรุปเทรนด์การกินของคนไทยปี 2025 พบเมนูว่า “มัตฉะ” ยอดสั่งพุ่งกว่า 6.5 ล้านแก้ว เติบโตทะลุ 300% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่เมนู “ชาเขียวนมเย็น” ก็ขึ้นครองตำแหน่งเมนูยอดสั่งสูงสุดแทนที่ กาแฟดำ เครื่องดื่มสุดฮิตอันดับรองลงมาคือ กาแฟดำ, เอสเปรสโซ่เย็น, ชานม และ ชาไทย สะท้อนวิถีชีวิตคนเมืองที่ต้องพึ่งพากาแฟและเครื่องดื่มรสหวานเพื่อเพิ่มพลังงานตลอดวัน


ขณะเดียวปัญหาเรื่องสุขภาพที่มีการบริโภคน้ำตาลไม่ใช่แค่เมืองไทย แต่เป็นเทรนด์ระดับโลก  ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 


เนื่องจากราคาที่เข้าถึงได้ง่ายของสินค้าเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการบริโภคมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน พร้อมย้ำว่าภาษีด้านสุขภาพเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 


ดังนั้นหมายความว่าสิ่งกำลังเกิดขึ้นในไทย การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานความหวานในไทยในครั้งนี้ เป็นความเคลื่อนไหวที่สอดรับกับบริบทโลกอย่างชัดเจน และไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสุขภาพส่วนบุคคล แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง