รีเซต

กองทัพเรือสหรัฐฯ ยืนยันสร้างเรือรบประจัญบานชั้นทรัมป์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์

กองทัพเรือสหรัฐฯ ยืนยันสร้างเรือรบประจัญบานชั้นทรัมป์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์
TNN ช่อง16
14 พฤษภาคม 2569 ( 15:46 )

วันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา กองทัพเรือสหรัฐฯ ประกาศแผนการต่อเรือประจำปีฉบับล่าสุด ระบุว่าเรือรบประจัญบานชั้นทรัมป์ (Trump class battleships) ในอนาคต จะได้รับการติดตั้งระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ โดยใช้รหัสเรียกชื่อเรือว่า BBGNs ซึ่งย่อมาจาก BB หรือ เรือรบประจัญบานส่วน G คือ ติดขีปนาวุธนำวิถี และ Ns คือ พลังงานนิวเคลียร์ 

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่ที่จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อต้นทุนและความซับซ้อนในการออกแบบ สมรรถนะ อาณุภาพ และยุทโธปกรณ์ระดับสูง ระบบขับเคลื่อนด้วยนิวเคลียร์จะมอบระยะปฏิบัติการที่ไร้ขีดจำกัดและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้าบนเรือได้อย่างมหาศาล

เรือรบชั้นทรัมป์จะกลายเป็นเรือรบขนาดมหึมา โดยมีระวางขับน้ำประมาณ 35,000 ตัน หรือมีขนาดใหญ่กว่าเรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke Flight III ถึงประมาณ 3 เท่า มีความยาวระหว่าง 840 ถึง 880 ฟุต และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 30 นอต

กองทัพเรือระบุว่าเรือรบชั้นนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแทนที่เรือพิฆาต แต่จะเป็นศูนย์กลางอำนาจการยิงเชิงรุกระยะไกล และเป็นฐานบัญชาการรบเคลื่อนที่ โดยมีการติดตั้งอาวุธทำลายล้างสูง ได้แก่ 
ระบบแท่นยิงแนวดิ่ง (VLS) จำนวน 128 เซลล์ ที่สามารถยิงได้ทั้งขีปนาวุธแบบธรรมดา ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ และขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก

ปืนใหญ่แม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic railgun) และปืนใหญ่ทหารเรือขนาด 5 นิ้วจำนวน 2 กระบอก อาวุธเลเซอร์พลังงานสูงและระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากกระแสไฟฟ้าจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เพื่อลดการพึ่งพาดินปืนหรือขีปนาวุธราคาแพงในการโจมตีและป้องกันตัว

งบประมาณและแผนการเข้าประจำการ กองทัพเรือวางแผนที่จะจัดหาเรือรบชั้นทรัมป์จำนวน 15 ลำ โดยจะทยอยสั่งต่อเรือ 1 ลำในแทบจะทุก ๆ 2 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2028 ถึง 2055 เรือลำแรกคาดว่าจะใช้ชื่อ USS Defiant โดยจะเริ่มสั่งซื้อในปี 2028 และคาดว่าจะเข้าประจำการได้ในปี 2036

อย่างไรก็ตาม ราคาประเมินเบื้องต้นของเรือแต่ละลำสูงถึง 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแพงกว่างบประมาณประเมินของเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 13,000 ถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

เบื้องหลังการปลดรัฐมนตรีและความขัดแย้งทางการเมือง 

การประกาศใช้พลังงานนิวเคลียร์ในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีอย่างกะทันหัน เนื่องจากเมื่อ 4 สัปดาห์ก่อนหน้า อดีตรัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือ จอห์น ฟีแลน (John Phelan) เพิ่งให้สัมภาษณ์ว่าแนวคิดนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากกองทัพเรือต้องประเมินถึงความคุ้มค่าและข้อจำกัดต่างๆ

หลังจากนั้นเพียงวันเดียว จอห์น ฟีแลน (John Phelan) ก็ถูกสั่งปลดออกจากตำแหน่ง โดยมีรายงานข่าวระบุว่าเกิดจากความขัดแย้งกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องแผนการสร้างเรือรบชั้นทรัมป์ และต้องการเร่งรัดให้เรือเข้าประจำการเร็วขึ้น ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ได้กล่าวยอมรับกับสื่อมวลชนว่า เขามีความขัดแย้งกับฟีแลนในประเด็นการจัดซื้อและสร้างเรือรบใหม่จริง เนื่องจากตนเองต้องการดำเนินนโยบายสร้างเรือรบอย่างดุดัน

ความท้าทายหนักของอู่ต่อเรือสหรัฐฯ ปัจจัยหลักที่ทำให้กองทัพเรือเคยลังเลเรื่องเรือรบนิวเคลียร์  คือ ภาระที่หนักอึ้งของอุตสาหกรรมต่อเรือสหรัฐฯ ปัจจุบันมีเพียงอู่ต่อเรือ Newport News Shipbuilding แห่งเดียวในประเทศที่รับผิดชอบต่อเรือผิวน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งก็กำลังเผชิญปัญหาความล่าช้าและงบประมาณบานปลายจากการต่อเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ford
 
นอกจากนี้ อู่ต่อเรืออื่นๆ ก็กำลังรับภาระหนักในการเร่งผลิตเรือดำน้ำโจมตีชั้น Virginia รวมถึงการผลิตให้กองทัพเรือออสเตรเลียตามข้อตกลง AUKUS และเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธชั้น Columbia ที่ต้องเร่งส่งมอบโดยห้ามมีความล่าช้าโดยเด็ดขาด

และเพื่อแก้ไขปัญหาและอุดช่องโหว่ด้านกำลังการผลิต กองทัพเรือสหรัฐฯ วางแผนว่าการสร้างเรือรบชั้นทรัมป์นี้จะเป็นการออกแบบเรือรบผิวน้ำใหม่ทั้งหมดเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี โดยจะนำเทคโนโลยีทางวิศวกรรมดิจิทัล, เครื่องมือออกแบบที่ประมวลผลด้วย AI, และวิธีการก่อสร้างแบบแยกส่วน (Modular construction) มาใช้งานในการต่อเรือ

กลยุทธ์นี้จะช่วยให้สามารถกระจายชิ้นส่วนการก่อสร้างไปยังอู่ต่อเรือหลายแห่งทั่วประเทศ และให้อู่หลักรับหน้าที่ประกอบทดสอบในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้ห่วงโซ่อุปทานและรับประกันว่าจะสามารถส่งมอบเรือรบชั้นสุดยอดนี้ได้ตามกำหนด 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง