"Rolex" มีสะเทือน! ตลาดรีเซล เมื่อผู้ซื้อเริ่มเปลี่ยนทิศ

รายงานล่าสุดจาก Chrono24 แพลตฟอร์มซื้อขายนาฬิกามือสองชั้นนำ ระบุว่า ความร้อนแรงของ Rolex ที่เคยพุ่งสูงอย่างมากในช่วงโควิด 19 ได้กลับเข้าสู่ระดับใกล้เคียงปกติแล้ว โดยสัดส่วนการซื้อขายบนตลาดออนไลน์กลับมาใกล้กับระดับก่อนปี 2019 หลังเคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุด ที่ร้อยละ 44 เมื่อช่วงต้นปี 2022 ที่ผ่านมา
ขณะที่ราคายังคงยืนอยู่ในระดับสูง โดยดัชนีราคา โรเล็กซ์ สูงกว่าปี 2019 ราวร้อยละ 55 และเฉพาะช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 7
โดยการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมบนมาร์เก็ตเพลสของ Chrono24 ระหว่างปี 2018 ถึงไตรมาส 2 ปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงการเปลื่ยนแปลงของตลาดนาฬิกามือสองอย่างเด่นชัด ซึ่งพบว่า Rolex ยังคงเป็นแบรนด์ที่มีสัดส่วนสูงที่สุด คิดเป็นประมาณร้อยละ 31 ของมูลค่าการขายทั้งหมด ที่คำนวณเป็นดอลลาร์สหรัฐ ทิ้งห่างจาก Omega ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 11 ขณะที่ Patek Philippe อยู่ที่ร้อยละ 6
อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อในทุกช่วงอายุเริ่มลดสัดส่วนการใช้จ่ายกับ Rolex เมื่อเทียบกับช่วงที่ตลาดเฟื่องฟู โดยกลุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปี เป็นกลุ่มที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุด ซึ่งแม้คนกลุ่มนี้จะยังจัดสรรงบประมาณซื้อนาฬิกาให้กับ Rolex ในสัดส่วนสูงกว่าแบรนด์อื่น ๆ โดยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 34 แต่เป็นสัดส่วนที่ลดลงจากระดับมากกว่าครึ่งหนึ่ง ในปี 2022 และหันไปสนใจนาฬิกาที่มีดีไซน์คลาสสิกและเป็นทางการมากขึ้น รวมถึงแบรนด์คู่แข่งก็มีตัวเลือกที่หลากหลายกว่าเดิม
นอกจากนี้ แม้ Rolex จะยังคงเป็นผู้นำในทุกระดับราคา แต่ความได้เปรียบดังกล่าวเริ่มลดลง ขณะที่ แบรนด์คู่แข่งสามารถชิงส่วนแบ่งกลับคืนมาได้มากขึ้น
โดย Rolex ยังคงเป็นผู้นำในกลุ่มราคาสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมีอำนาจเหนือคู่แข่งมากที่สุดในช่วงราคา 10,000 - 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครองสัดส่วนประมาณร้อยละ 61 ของปริมาณการขาย ส่วนกลุ่มราคาที่สูงกว่า 20,000 ดอลลาร์ ก็ยังครองสัดส่วนเกือบร้อยละ 39
แต่ส่วนแบ่งของ Rolex ลดลงในทุกระดับราคา ประมาณร้อยละ 3-8 ขึ้นอยู่กับแต่ละเซ็กเมนต์ เมื่อเทียบกับปี 2023 และลดลงมากที่สุดในฐานที่แข็งแกร่งของโรเล็กซ์เอง คือช่วงราคา 10,000-20,000 ดอลลาร์ ที่เคยครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 70 ในช่วงตลาดพีค ปี 2022
ขณะที่คู่แข่งอย่าง Cartier เป็นแบรนด์ที่ได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงราคา 5,000-10,000 ดอลลาร์ ส่วน Patek Philippe และ Vacheron Constantin สามารถชิงส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นในกลุ่มราคาสูงกว่า 20,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่ Audemars Piguet มีความแข็งแกร่งเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวระบุว่า Rolex ยังคงเป็นมาตรวัดที่สำคัญของตลาดนาฬิกามือสอง และพบว่าความต้องการกำลังเปลี่ยนจากนาฬิการุ่นสปอร์ตระดับไอคอนิก ไปสู่รุ่นคลาสสิกอย่าง Datejust มากขึ้น
ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมารุ่น Submariner, GMT-Master II และ Daytona เป็น 3 คอลเลกชันที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางความต้องการ โรเล็กซ์ และทั้ง 3 รุ่นยังคงทำยอดขายได้ในระดับสูง และรวมกันคิดเป็นเกือบร้อยละ 38 ของรายได้ของ Rolex บนแพลตฟอร์ม
แต่แนวโน้มที่เปลี่ยนไป คือผู้ซื้ออายุน้อย เริ่มลดความสนใจในนาฬิกาสปอร์ตที่เคยขับเคลื่อนด้วยกระแสการเก็งกำไร และหันไปหานาฬิกาสไตล์คลาสสิกที่สามารถสวมใส่ได้หลากหลายโอกาสมากขึ้น ทำให้ Datejust กลายเป็นคอลเลกชันที่สร้างรายได้สูงสุด คิดเป็นประมาณร้อยละ 28 ของรายได้
ด้าน Balazs Ferenczi หัวหน้าฝ่าย Brand Engagement ของ Chrono24 กล่าวว่า Rolex ยังคงเป็นแบรนด์ที่มีบทบาทกำหนดทิศทางของตลาด แต่ผู้ซื้อกำลังกระจายงบประมาณไปยังแบรนด์ต่าง ๆ มากกว่าที่เคยเป็นเมื่อ 3 ปีก่อน
โดยตลาดมีทางเลือกเพิ่มขึ้น และผู้ซื้อไม่ได้มุ่งไล่ล่าหานาฬิการุ่นที่เป็นกระแสเพียงไม่กี่รุ่นเหมือนในอดีต แต่เริ่มกระจายงบประมาณอย่างมีเป้าหมายไปยังแบรนด์และนาฬิการุ่นต่าง ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น
สำหรับภาพรวมตลาดนาฬิกามือสอง เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น สะท้อนจากดัชนี ChronoPulse ซึ่งติดตามนาฬิกาประมาณ 140 รุ่นจาก 13 แบรนด์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 ในเดือนมิถุนายน 2026 เมื่อเทียบจากเดือนก่อนหน้า และครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5
การฟื้นตัวดังกล่าวครอบคลุมทุกแบรนด์ที่อยู่ในการติดตาม สะท้อนว่าแรงซื้อเริ่มกลับเข้าสู่ตลาดในวงกว้างมากขึ้น แม้ตลาดจะยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากการปรับฐานก็ตาม
ในบรรดาแบรนด์ที่ติดตาม พบว่า Cartier มีการฟื้นตัวที่โดดเด่นสุด โดยราคาในตลาดมือสองเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 และเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 10 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี หรือเติบโตในอัตราสูงกว่าแบรนด์อื่นราว 3.5 เท่า ขณะที่ Patek Philippe เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 ในเดือนมิถุนายน และร้อยละ 6.8 ในช่วง 6 เดือนแรก ส่วน Jaeger-LeCoultre เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 ในช่วง 6 เดือน สะท้อนถึงแรงซื้อที่เริ่มกลับเข้าสู่ตลาดนาฬิกาหรูมือสองอย่างทั่วถึงมากขึ้น
ด้านความสามารถในการรักษามูลค่าเมื่อเทียบกับราคาจำหน่ายปลีก รายงานไตรมาส 2 ปี 2026 ของ Morgan Stanley ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก WatchCharts ณ วันที่ 29 มิถุนายน
พบว่า Patek Philippe ยังคงครองอันดับหนึ่ง โดยราคาตลาดมือสองสูงกว่าราคาจำหน่ายปลีกเฉลี่ยร้อยละ 15.4 และเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.7 ในเดือนมกราคม
ตามด้วย Rolex ราคาตลาดมือสองสูงกว่าราคาจำหน่ายปลีก เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.7 ในเดือนมกราคม เป็นร้อยละ 9.8 ณ สิ้นเดือนมิถุนายน และ Audemars Piguet เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.7 เป็นร้อยละ 3.0
ส่วน Tudor, Cartier, Omega, Vacheron Constantin และ IWC แม้ยังมีราคาตลาดมือสองต่ำกว่าราคาปลีก แต่ช่องว่างดังกล่าวแคบลงเมื่อเทียบกับต้นปี
อย่างไรก็ตาม Morgan Stanley ระบุว่า แม้ตัวชี้วัดส่วนใหญ่ของตลาดมือสองจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 2 และการฟื้นตัวมีวงกว้างมากขึ้น แต่ระดับการฟื้นตัวของแบรนด์ต่าง ๆ ยังอยู่ในวงจำกัด โดยเฉพาะอำนาจในการกำหนดราคาของแบรนด์ส่วนใหญ่ที่ยังต่ำกว่า Patek Philippe, Rolex และ Audemars Piguet
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า ตลาดนาฬิกามือสองกำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แรงซื้อเริ่มกลับมาและกระจายไปยังแบรนด์ต่าง ๆ มากขึ้น แต่ตลาดยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะร้อนแรงเหมือนช่วงก่อนเกิดการปรับฐาน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
