"เอลนีโญ" มาแล้ว อ.ธรณ์ เปิดผลกระทบ ไทยต้องเผชิญกับอะไรบ้าง

การเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของเอลนีโญ
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กโดยระบุว่า องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ได้ประกาศการเข้าสู่สภาวะเอลนีโญอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากตรวจพบว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกพุ่งสูงเกินเกณฑ์ปกติไปมากกว่า 0.5 องศาเซลเซียส โดยความรุนแรงของปรากฏการณ์นี้จะทวีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป และจะเดินหน้าไปสู่จุดสูงสุดหรือช่วงพีคที่สุดในเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม
ก่อนที่ความแรงจะค่อย ๆ ลดระดับลงและสิ้นสุดสภาวะนี้ในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมปีหน้า ซึ่งจากการคำนวณของหน่วยงานด้านสภาพภูมิอากาศหลายแห่งระบุตรงกันว่า เอลนีโญในรอบนี้จะมีความรุนแรงมากเป็นพิเศษ โดยจะรุนแรงยิ่งกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มาทั้งหมด รวมถึงเอลนีโญรอบล่าสุดในปี 2566 - 2567 และในปัจจุบันนี้ทุกฝ่ายค่อนข้างมั่นใจว่าจะยกระดับขึ้นเป็น "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่มีระดับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงเกินเกณฑ์ปกติไปถึง 2 องศาเซลเซียสอย่างแน่นอน
ผลกระทบสองเด้ง และ วิกฤตภัยแล้งลากยาว
ผศ.ดร.ธรณ์ เปิดเผยต่อว่า สิ่งที่ต้องตระหนักและเฝ้าระวังอย่างที่สุดคือ ผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ไม่ได้จบลงพร้อมกับตัวปรากฏการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ แต่จะมีผลกระทบสืบเนื่องลากยาวต่อไปอีก 2-3 เดือน ซึ่งจะเห็นภาพความเสียหายต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ดังเช่นบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นเด่นชัดในปี 2567 ที่แม้เอลนีโญจะจบลงในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ผลกระทบที่ตามมากลับทำให้น้ำทะเลร้อนจนเกิดวิกฤตปะการังฟอกขาวกระจายตัวเป็นวงกว้างในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน
โดยสถานการณ์ในรอบนี้จะเกิดผลกระทบซ้ำเติมในลักษณะ "สองเด้ง" เด้งแรกคือการที่โลกของเรามีอุณหภูมิร้อนขึ้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจากสภาวะโลกร้อน ยิ่งส่งผลให้ความรุนแรงของภัยพิบัติหนักหน่วงขึ้น ส่วนเด้งที่สองคือปัจจัยทางฤดูกาล เนื่องจากช่วงเวลาที่ผลกระทบสืบเนื่องจากเอลนีโญแผ่อิทธิพลสูงสุด (กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม) นั้นตรงกับช่วงฤดูร้อนของประเทศไทยพอดี จึงยิ่งซ้ำเติมให้สภาพอากาศในหน้าร้อนปีหน้าทวีความร้อนและแห้งแล้งอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์
ปริมาณฝนลดต่ำ และ ภัยคุกคามจากสภาพอากาศสุดขั้ว
ผศ.ดร.ธรณ์ เล่าต่อถึง สถานการณ์ในระยะสั้น ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ไปจนถึงตุลาคมนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ไว้เรียบร้อยแล้วว่า ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรวมของปีนี้จะน้อยกว่าเกณฑ์ปกติประมาณ 10% หรืออาจจะน้อยกว่านั้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกคนที่ต้องพึ่งพาน้ำเป็นต้นทุนในการทำมาหากิน ไม่ว่าจะเป็นการทำสวน ทำนา หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องหาวิวิธีบริหารจัดการและกักเก็บน้ำไว้ให้เพียงพอต่อการใช้งาน และ ช่วงเวลาที่ถือเป็นจุดเปราะบางและต้องเฝ้าระวัง คือช่วงหน้าแล้งของปีหน้า ตั้งแต่เดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม ไปจนถึงเมษายน เพราะเป็นช่วงเวลาที่น้ำต้นทุนที่เคยสำรองไว้จะเริ่มร่อยหรอจนใกล้หมด
ในขณะที่ฝนใหม่ก็ยังไม่ตกลงมา อย่างไรก็ตาม การที่ภาพรวมฝนน้อยกว่าปกติไม่ได้แปลว่าฝนจะไม่ตกเลย ในทางกลับกัน สภาพอากาศจะแปรปรวนในลักษณะสวิง (Extreme Weather) คือฝนจะตกหนัก และ ตกแช่ลากยาวในลักษณะกระจายตัวเป็นจุด ๆ เนื่องจากเอลนีโญจะทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณทะเลจีนใต้ร้อนจัด ซึ่งน้ำทะเลที่ร้อนขึ้นนี้จะกลายเป็นแหล่งพลังงานมหาศาล คอยป้อนให้กับพายุหมุนเขตร้อน ส่งผลให้พายุและไต้ฝุ่นก่อตัวได้ง่ายและมีความรุนแรงกว่าปกติมาก ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนจากการที่พายุไต้ฝุ่นเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นมาเร็วมาก จนน่าตกใจ และทางญี่ปุ่นเองก็คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีจำนวนไต้ฝุ่นมากกว่าปกติราว 10-15%
เส้นทางไต้ฝุ่นและอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลัน
สำหรับ แนวทางการเคลื่อนตัวของพายุไต้ฝุ่น ผศ.ดร.ธรณ์ระบุว่า จะแบ่งออกเป็นสองทิศทางหลัก ทางแรกจะวิ่งขึ้นเหนือไปทางญี่ปุ่นและไต้หวัน ส่วนอีกทางหนึ่งจะวิ่งผ่านฮ่องกง เวียดนาม และเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งพื้นที่ที่เคยได้รับอิทธิพลจากพายุเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น พื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานตอนบน จำเป็นต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะความรุนแรงที่มากกว่าปกติของพายุจะหอบเอาปริมาณน้ำมหาศาลเข้ามา ทำให้เกิดสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างรวดเร็ว ฝนตกแช่ น้ำป่าไหลหลาก น้ำเอ่อล้นตลิ่งฉับพลัน และ ปัญหาน้ำรอการระบาย
“ห้ามชะล่าใจหรือประมาทเด็ดขาดว่าปีเอลนีโญที่มีสภาวะแห้งแล้งจะไม่มีน้ำท่วม เพราะลักษณะอากาศจะเป็นแบบฝนไม่ตกเฉลี่ยอย่างสม่ำเสมอ แต่จะมาในรูปแบบของพายุรุนแรงแล้วหายไป สลับกับความแห้งแล้งที่ยาวนาน” ผศ.ดร.ธรณ์กล่าว
วิกฤตระบบนิเวศทางทะเลและความเสี่ยงของสัตว์น้ำชายฝั่ง
ผศ.ดร.ธรณ์กล่าวต่อผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง โดยระบุว่าจะ ทวีความรุนแรงจนเห็นภาพชัดเจนที่สุดในช่วงหน้าร้อนปีหน้า (กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน) มวลน้ำในทะเลจะร้อนจัดจนส่งผลให้ปะการังเกิดการฟอกขาวและหญ้าทะเลได้รับความเสียหายอย่างหนัก สัตว์น้ำที่เคยอาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งจะพากันอพยพว่ายหนีออกไปสู่ทะเลลึก ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านจับปลาได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน เกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามชายฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงปลาในกระชังหรือเลี้ยงในบ่อ ต้องระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าอย่างน้อย 5 - 6 เดือน เนื่องจากสภาพน้ำที่ร้อนจัดจะทำให้ปลาช็อกและตายได้ง่ายมาก
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปากท้อง และการท่องเที่ยว
สภาพความแปรปรวนทั้งหมดนี้ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงภาคเศรษฐกิจและการใช้ชีวิต ในขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในต่างประเทศยังคงยืดเยื้อและยังไม่มีการเปิดช่องแคบ ส่งผลให้ราคาสินค้าและค่าครองชีพแพงอยู่แล้ว เมื่อมาเจอกับสภาพอากาศที่แปรปรวนจนผลผลิตทางการเกษตรเสียหายและลดน้อยลง ก็จะยิ่งซ้ำเติมให้ข้าวของแพงขึ้นไปอีก ทางด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ฤดูหนาวปีนี้คาดว่าจะมีความหนาวเย็นน้อยกว่าปีก่อน ๆ หรือต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ซึ่งผู้ที่วางแผนจะไปท่องเที่ยวรับลมหนาวรวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ต้องพึ่งพาความหนาวเย็นต้องรีบปรับแผนการตลาดล่วงหน้า เพราะนักท่องเที่ยวอาจจะเดินทางไปทางภาคเหนือน้อยลง ส่วนพื้นที่ภาคใต้ก็ต้องเร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำต้นทุนเพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้น้ำสูง สวนทางกับสภาวะเอลนีโญและฤดูภัยแล้งที่น้ำหาได้ยาก
“วิกฤตการณ์ในครั้งนี้จึงมีมิติความเสียหายที่ซับซ้อนและไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้เป็นเวลานาน ทุกภาคส่วนจึงจำเป็นต้องตระหนักถึงความรุนแรง เตรียมความพร้อมในทุกด้าน และคอยติดตามข้อมูลอัปเดตสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องเพื่อความอยู่รอด” ผศ.ดร.ธรณ์กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
