รีเซต

ผวาทรัมป์ดันทองแสนบาท ธนาคารกลางลุยสะสมต่อ

ผวาทรัมป์ดันทองแสนบาท ธนาคารกลางลุยสะสมต่อ
ทันหุ้น
20 มกราคม 2569 ( 02:45 )
8

               นพ.กฤชรัตน์  หิรัณยศิริ  ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า สถานการณ์ราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงต้นปี โดยเพียง 16 วันแรกของปี ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) ไปแล้วถึง 4 ครั้ง และราคาขยับเข้าใกล้ 4,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์  โดยล่าสุดราคาขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4,670 - 4,675 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์  ขณะที่ราคาทองคำแท่งในประเทศพุ่งแตะ 69,000 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากปีที่ผ่านมาทองคำให้ผลตอบแทนสูงถึง 65%

               ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำวานนี้ (19 ม.ค.) "เปิดกระโดด" พุ่งขึ้นกว่า 75 ดอลลาร์ จากวันก่อนหน้า มาจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศความต้องการครอบครองกรีนแลนด์อย่างจริงจัง พร้อมขู่เก็บภาษีนำเข้า 25% จากกลุ่มประเทศยุโรปที่ไม่ให้ความร่วมมือ โดยมุ่งไปที่ 8 ประเทศยุโรป สมาชิกนาโต้ ประกอบด้วย เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ โดยจะเก็บเริ่มต้นที่ 10% ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงสำหรับการซื้อเกาะกรีนแลนด์อย่างสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ

               นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมจากการจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งตอกย้ำความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และทำให้ทองคำโดดเด่นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Heaven)

@ ธนาคารสะสมทอง

               นพ.กฤชรัตน์  ระบุว่าพฤติกรรมของทองคำเปลี่ยนไปจากเดิมที่เป็นสินทรัพย์นิ่งๆ ขึ้นปีละ 10% กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มไม่มั่นใจในการถือครองพันธบัตรสหรัฐ เพราะเกรงจะถูกยึดทรัพย์สินหากมีความขัดแย้งกับสหรัฐ จึงหันมาสะสมทองคำเป็น Reserve Asset แทน เพราะหากวันหนึ่งประเทศมีปัญหากับสหรัฐ หรือประธานาธิบดีทรัมป์ไม่พอใจ เงินที่ฝากไว้หรือพันธบัตรที่ถือครองอยู่นอกประเทศอาจถูกยึดหรืออายัดได้ทันที เหมือนกรณีการจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา

               ขณะเดียวกันยังเป็นห่วงค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ทั้งจากสถานการณ์ดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง และการที่จีนผลักดันการใช้ ดิจิทัลหยวน และระบบการชำระเงิน CIPS อย่างเป็นทางการ ทำให้ความจำเป็นในการถือครองดอลลาร์เพื่อใช้ในการค้าโลกลดน้อยลง  โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกมีการเข้าซื้อทองคำเฉลี่ยสูงถึง ปีละประมาณ 1,000 ตัน

@ ทองจะแตะแสนบาท

               ทั้งนี้หากทรัมป์ยังคงดำเนินนโยบายมีนโยบายสุดโต่งเช่นนี้ต่อไปตลอดวาระ 3 ปีที่เหลือ อาจมีโอกาสเห็นราคาทองคำไทยแตะระดับ 100,000 บาท ได้ไม่ยาก ขณะที่ทองโลกอาจไปถึง 8,000-9,000 ดอลลาร์ ก่อนทรัมป์ลงจากตำแหน่ง

               สำหรับกลยุทธ์การลงทุน กราฟระยะยาวแสดงให้เห็นว่ากรอบบนของราคาทองคำยังมีช่องว่างให้ไปได้อีกไกล โดยแนวโน้มตาม Trend Line อาจไปจบที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ หรือสูงกว่านั้นหากปัจจัยพื้นฐานยังเอื้ออำนวยแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ "ย่อซื้อ-ทยอยขายทำกำไรเป็นช่วง" โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,300 ดอลลาร์

               ในส่วนของมาตรการกำกับดูแลจากภาครัฐ นพ.กฤชรัตน์ แสดงความกังวลต่อแนวคิดการเก็บภาษีทองคำเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท โดยเปรียบเทียบว่าอาจทำให้ตลาด "พัง" เหมือนตลาดหุ้น และเสนอทางออกให้รัฐส่งเสริมการเทรดทองคำผ่านระบบดอลลาร์ (US Dollar Term) บนแอปพลิเคชันที่มีอยู่แล้วเพื่อลดผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างยั่งยืน

@ ทองย่อคือเพื่อน

นางสาวอารีรัตน์  มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) ระบุว่า ราคาทองคำที่พุ่งขึ้นปัจจัยหลักมาจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่นำโดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งกรณีของกรีนแลนด์ อิหร่าน และเวเนซุเอลา รวมถึงความกังวลเรื่องนโยบายภาษี (Tariff) ที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อและราคาสินค้าในระยะยาว นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาการสอบสวนความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งหาก Fed ถูกแทรกแซง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์และผลักดันให้ทองคำพุ่งสูงขึ้นอีก

ในด้านอุปสงค์ พบว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าสะสมทองคำเพื่อเป็นสินทรัพย์สำรองเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกอายัดทรัพย์สินทางเงินเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับรัสเซีย ขณะเดียวกัน กองทุน ETF ทองคำเริ่มกลับมามีบทบาทสำคัญด้วย นอกจากนี้ กลุ่มนักลงทุนรายย่อยเริ่มมีการปรับพอร์ตโดยย้ายเงินจากการถือครองพันธบัตรและเงินฝากในช่วงดอกเบี้ยขาลง เข้าสู่ตลาดทองคำเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า

ประเมินเป้าหมายราคาทองคำโลกไว้ที่ 4,900 - 5,000 ดอลลาร์ สำหรับราคาทองคำในประเทศ คาดการณ์ว่าจะมีโอกาสขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 72,000 - 75,000 บาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการอ่อนค่าของเงินบาทและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ "ย่อซื้อ" เนื่องจากเทรนด์ใหญ่ยังเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยให้แนวรับสำคัญที่เป็นจุดตัดสินใจเปลี่ยนเทรนด์ไว้ที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง