ธปท.เผย สินเชื่อแบงก์พาณิชย์ติดลบกว่า 6 ไตรมาส กำไรลดเหลือ 5 แสนลบ.

นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่า ภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 4/68 และปี 68 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน (BIS) อยู่ที่ 20.9% เงินสำรอง 183.2% และสภาพคล่อง (LCR) อยู่ที่ 215.1% ซึ่งอยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าธนาคารมีกันชน (Buffer) รองรับเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
สำหรับสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 4/68 หดตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อน อยู่ที่ 1.1% ถือเป็นการหดตัวต่อเนื่อง 6 ไตรมาส จากสินเชื่อธุรกิจ SMEs หดตัวติดลบ 14 ไตรมาส และสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่หดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่หดตัวเล็กน้อย ที่ -0.2% ส่วนหนึ่งจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ
ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL (Stage 3) ไตรมาส 4/68 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 5.36 แสนล้านบาท จากการชำระคืนหนี้ และการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.84% สำหรับสินเชื่อ Stage 2 ปรับลดลง มาอยู่ที่ 7.07% จากการชำระคืนหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง
ในระยะต่อไป ยังต้องติดตามภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่อง และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และไม่ทั่วถึง ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลให้รายได้มีแนวโน้มชะลอลง
ทั้งนี้ มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด มีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจ และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 3/68 อยู่ที่ระดับ 86.8% ต่อ GDP ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่สินเชื่อภาคครัวเรือนหดตัวใกล้เคียงเดิม
ด้านความคืบหน้าของการต่ออายุมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ว่า ขณะนี้ ธปท.กำลังพิจารณาข้อมูล ซึ่งมาตรการ LTV จะครบในเดือนมิ.ย.69 นี้ โดย ธปท.จะพิจารณาถึงความจำเป็น และการช่วยพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณา
ขณะที่นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ปี 68 ว่า ธนาคารยังสามารถทำกำไรได้อยู่ที่ 5 แสนล้านบาท ปรับลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน
โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการปรับลดตามมาตรการ "คุณสู้ เราช่วย" เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้
นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการหดตัวของสินเชื่อ ทั้งจากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอลง และความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมปรับลดลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สะท้อนไปยังตัวเลขอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 6.84% และอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ (ROA) อยู่ที่ 0.94% สะท้อนว่าธนาคารระมัดระวัง และความสามารถทำกำไรลดลงจากรายได้ดอกเบี้ยลดลง
"กำไรลดลงจากปีก่อน โดยปีก่อนกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่กำไรส่วนใหญ่ประมาณ 70% มาจากดอกเบี้ย และยึดโยงกับอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ทำให้อยู่ขาลง และมาตรการธนาคารและภาครัฐ ทำให้ NIM ลดลง ทำให้รายได้ดอกเบี้ยย่อตัวลง...เราเห็นกลยุทธ์แบงก์ขายโปรดักส์ข้ามกลุ่ม และลงทุนสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น กองทุนรวม และอีกส่วนที่เห็น คือ การควบคุมค่าใช้จ่าย เช่น IT ที่ระมัดระวัง ดูความคุ้มค่ามากขึ้น" นายสุโชติ กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
