ธปท. ชี้ ร้อยละ77.6 มีเงินออมฉุกเฉินไม่ถึง 6 เดือน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลสำรวจ “ทักษะทางการเงินและการออมของคนไทย ปี 2567” พบว่า ภาพรวมทักษะทางการเงินของคนไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศสมาชิก OECD อย่างไรก็ตาม ยังพบจุดอ่อนสำคัญด้านความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยและดอกเบี้ยทบต้น รวมถึงการวางแผนการเงินระยะยาว
ผลสำรวจระบุว่า คะแนนทักษะทางการเงิน ของคนไทยในปี 2567 อยู่ที่ 72.6 คะแนน เพิ่มขึ้นจาก 71.4 คะแนนในปี 2565 และสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 60.4 คะแนน โดยทักษะทางการเงินประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ความรู้ทางการเงิน พฤติกรรมทางการเงิน และทัศนคติทางการเงิน
เมื่อแยกรายด้าน พบว่า
• ความรู้ทางการเงิน อยู่ที่ 70.3 คะแนน (OECD 62.6 คะแนน)
• พฤติกรรมทางการเงิน อยู่ที่ 71.9 คะแนน (OECD 60.7 คะแนน)
• ทัศนคติทางการเงิน อยู่ที่ 78.2 คะแนน (OECD 55.7 คะแนน)
แม้คะแนนโดยรวมจะอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ ธปท. ระบุว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยยังไม่เข้าใจการคำนวณดอกเบี้ย โดยเฉพาะดอกเบี้ยทบต้น อีกทั้งยังขาดการวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้า และมีแนวโน้มกู้ยืมเมื่อรายได้ไม่เพียงพอ แทนการปรับลดรายจ่าย ซึ่งอาจกระทบความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
ออมได้แต่ยังไม่มั่นคง โดยในด้านการออม ผลสำรวจพบว่า 91.5% ของคนไทยมีการเก็บออมเงิน อย่างไรก็ตาม 77.3% มีเงินออมฉุกเฉินไม่ถึง 6 เดือน และ 86% ยังไม่ได้วางแผนออมเพื่อเกษียณ หรือไม่สามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้คนไทยส่วนใหญ่จะมีวินัยในการออม แต่เงินสำรองยังไม่เพียงพอรองรับเหตุไม่คาดฝัน เช่น การตกงานหรือรายได้ลดลง ขณะที่การเตรียมความพร้อมเพื่อวัยเกษียณยังเป็นประเด็นที่ต้องเร่งส่งเสริม
เตือนภัยการเงินดิจิทัล ธปท. ยังระบุถึงความเสี่ยงด้านการเงินดิจิทัล โดยพบว่า คนไทยส่วนใหญ่ตระหนักถึงความเสี่ยงจากการโพสต์หรือแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลบนโซเชียลมีเดีย แต่ความระมัดระวังในการทำธุรกรรมผ่าน Wi-Fi สาธารณะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD
ทั้งนี้ ธปท. แนะนำแนวทางป้องกันภัยทางการเงินดิจิทัล ได้แก่ ไม่โพสต์ข้อมูลสำคัญบนโซเชียลมีเดีย เปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3–6 เดือน และหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมการเงินผ่านเครือข่าย Wi-Fi สาธารณะ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
