จากน้ำท่วมสู่ภัยแล้ง! เจาะแผนจัดสรรน้ำปี 69/70 จับตาเอลนีโญ-ฝนทิ้งช่วง

รับมือฤดูแล้ง 69/70
หลังสิ้นสุดฤดูฝนปี 2569 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ฤดูแล้งปี 2569/70 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ภารกิจสำคัญของหน่วยงานด้านน้ำจึงเปลี่ยนจากการเร่งระบายน้ำและคลี่คลายสถานการณ์น้ำท่วม มาเป็นการบริหารจัดการน้ำต้นทุนให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทุกภาคส่วน พร้อมเตรียมรับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่อาจส่งผลต่อปริมาณฝนในระยะข้างหน้า
น้ำต้นทุนทั่วประเทศอยู่ที่ 83%
ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 63,984 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 83% ของความจุอ่างฯ
ขณะที่อ่างเก็บน้ำหลัก 4 แห่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวม 18,936 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 76% ของความจุอ่างฯ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปริมาณน้ำต้นทุนที่ต้องนำมาวางแผนจัดสรรให้เหมาะสมตลอดช่วงฤดูแล้ง โดยกรมชลประทานได้เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำตามลำดับความสำคัญ เริ่มจากน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ ภาคการเกษตร ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมและกิจกรรมอื่น ๆ
วางแผนสำรองน้ำ รับมือฝนทิ้งช่วงปี 2570
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการเตรียมรับมือช่วงต้นฤดูฝนปี 2570 โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม ซึ่งอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง กรมชลประทานจึงต้องวางแผนสำรองน้ำล่วงหน้า เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ
ติดตามเอลนีโญ
ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณฝนในระยะต่อไป ทำให้การบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริงอย่างใกล้ชิด
เจ้าพระยาทยอยลดระบายน้ำ เหลือ 700 ลบ.ม./วินาที
สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา โดยปัจจุบันอยู่ที่ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเมื่อปริมาณน้ำมีแนวโน้มลดลง จะพิจารณาปรับลดการระบายเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่ท้ายเขื่อน พร้อมรักษาสมดุลการบริหารจัดการน้ำทั้งลุ่มน้ำ
อย่างไรก็ตาม แม้จะเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งแล้ว ภารกิจคลี่คลายสถานการณ์อุทกภัยจากฤดูฝนที่ผ่านมายังไม่สิ้นสุด โดยประเทศไทยเคยมีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 62 จังหวัด ปัจจุบันสถานการณ์ส่วนใหญ่คลี่คลายแล้ว แต่ยังมีพื้นที่ได้รับผลกระทบอีก 11 จังหวัด
ซึ่งกรมชลประทานยังคงบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และเจ้าหน้าที่เร่งระบายน้ำ พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ
บริหารน้ำรอบด้าน รับมือทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง
การเปลี่ยนผ่านจากฤดูฝนสู่ฤดูแล้งปีนี้ จึงไม่ใช่เพียงการบริหารปริมาณน้ำในเขื่อนเท่านั้น แต่ยังต้องดูแลพื้นที่ที่ยังประสบอุทกภัย ควบคู่กับการจัดสรรน้ำให้เพียงพอและเป็นธรรมในทุกภาคส่วน
กรมชลประทานยืนยันจะติดตามปริมาณน้ำฝนและสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์จริง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ยังขอความร่วมมือประชาชน เกษตรกร และทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า เพราะแม้วันนี้ปริมาณน้ำต้นทุนจะยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ แต่การเตรียมความพร้อมตั้งแต่ต้นฤดูแล้ง คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤตขาดแคลนน้ำในวันข้างหน้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
