รีเซต

ธุรกิจประกันชีวิตปี69โต3.5% สังคมสูงวัย-ค่ารักษาแพงดัน

ธุรกิจประกันชีวิตปี69โต3.5% สังคมสูงวัย-ค่ารักษาแพงดัน
ทันหุ้น
20 กุมภาพันธ์ 2569 ( 13:32 )
19

#สมาคมประกันชีวิตไทย #ทันหุ้น -สมาคมประกันชีวิตไทย คาดธุรกิจประกันชีวิต ปี 69 เติบโต 2.9 -3.5% โดยมีแรงหนุนจากการเป็นสังคมสูงวัย ทำให้มีการวางแผนการออมมากขึ้น รวมถึงอัตราเงินเฟ้อจากค่ารักษาพยาบาลยังคงทำให้ผู้บริโภคกังวล และการขยายตัวของช่องทางออนไลน์ ขณะที่ปี 68 บริษัทสามารถเติบโตได้ 3.45% เมื่อเทียบกับปี 2567

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์  นายกสมาคมประกันชีวิตไทย คาดว่า เบี้ยรับรวมของธุรกิจประกันชีวิต ปี 2569 จะสามารถเติบต่อได้ต่อเนื่องที่ระดับ 2.9 -3.5% จากปี 2568 ซึ่งมีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 676,505 ล้านบาท โดยเป็นเบี้ยต่ออายุในสัดส่วน 70% ของเบี้ยรับรวม และเป็นเบี้ยธุรกิจใหม่ ในสัดส่วน 30% ของเบี้ยรับรวม โดยกลุ่มธุรกิจประกันสุขภาพยังคงเติบโตได้อย่างโดดเด่นเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ประกันสะสมทรัพย์ มีอัตราการขยายตัวน้อยลงเพราะเป็นแบบประกันที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

นางนุสรา กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยหนุนที่ทำให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องมาจากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร ที่ไทยได้กลายเป็นสังคมสูงอายุ ทำให้ประชาชนตื่นตัวในการวางแผนการออมเพื่อเกษียณอายุมากขึ้น

ขณะที่ปัจจัยเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ประชาชนมองว่าหาความคุ้มครองค่า และวางแผนในการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น แม้ว่าตลาดจะมีแผนประกันร่วมจ่าย หรือ co-payment ออกมาก็ตาม แม้จะทำให้ผู้บริโภคตกใจในช่วงแรกจนทำให้ยอดขายประกันสุขภาพในไตรมาสแรก ปี2568 ทะยานขึ้นแรง แต่ในภาพรวมก็ไม่ได้ทำให้ดีมานด์ประกันสุขภาพลดลง

“ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีเฉลี่ยปีร้อยละ 8 – 10 โดยในปี 2569 จะสูงถึงร้อยละ 10.8 (ข้อมูลจาก WTW) ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นความกังวลนี้จึงทำให้ประชาชนเริ่มมองหาความคุ้มครองทางการเงินที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคตมากขึ้น”

อีกปัจจัยที่เข้ามาช่วยหนุนการเติบโตของธุรกิจ คือช่องทางการขายดิจิทัล แม้ภาพรวมยอดขายจะยังไม่สูงมาก แต่ในปีที่ผ่านมาสามารถเติบโตได้ถึง 70% สะท้อนให้เห็นว่าเป็นอีกช่องทางสำคัญที่สร้างการเติบโตได้ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป และสุดท้ายคือการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่เข้ามาสนับสนุน และช่วยสื่อสารให้กับประชาชนได้เข้าใจถึงความสำคัญของการมีประกันภัย ที่เข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยง

สำหรับภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตของปี 2568 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) อยู่ที่ 676,505 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.45% เมื่อเทียบกับปี 2567 จำแนกเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) 190,886 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3.60 % และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) 485,619 ล้านบาทมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3.40% คิดเป็นอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ 82%

สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ ประกอบด้วย 1. เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (First Year Premium) 127,172 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 5.36%, 2. เบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว (Single Premium) 63,714 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 0.25%

โดยจำแนกเบี้ยประกันภัยรับรวมแยกตามช่องทางการจำหน่าย ดังนี้ 1. การขายผ่านช่องทางตัวแทนประกันชีวิต (Agency) อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 1.54% เมื่อเทียบกับปี 2567 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52.05, 2. การขายผ่านช่องทางธนาคาร (Bancassurance) อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 4.61% เมื่อเทียบกับปี 2567 คิดเป็นสัดส่วน 37.96%, 3. การขายผ่านช่องทางนายหน้าประกันชีวิต (Broker) อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 7.07% เมื่อเทียบกับปี 2567 คิดเป็นสัดส่วน5.46%

4.การขายผ่านช่องทางดิจิทัล( Digital) อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 72.45% เมื่อเทียบกับปี 2567 คิดเป็นสัดส่วน 0.63% ,5. การขายผ่านช่องทางอื่น (Others) เช่น การขาย Worksite , Walkin การขายผ่านการออกบูธการขายผ่านร้านค้าสะดวกซื้อ ไปรษณีย์ โทรศัพท์ อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 6.81% เมื่อเทียบกับปี 2567 คิดเป็นสัดส่วน 3.90%

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ธุรกิจประกันชีวิตเติบโต มาจากประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพ ส่งผลให้สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ (Health) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 11.70% คิดเป็นสัดส่วน17.16% และสัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรง (CI) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 4.59% คิดเป็นสัดส่วน 3.22% และยังช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance) และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ซึ่งเป็นสัญญาหลักเติบโตขึ้นตามไปด้วย โดยแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 5.64% หรือคิดเป็นสัดส่วน17.30%

ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 0.10% หรือคิดเป็นสัดส่วน 41.77% ขณะเดียวกันประชาชนให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินระยะยาวเพื่อรองรับรายได้หลังเกษียณผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 9.14% หรือ คิดเป็นสัดส่วน 3.18% นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Investment Link) ก็มีการเติบโตเพิ่มขึ้น15.75% หรือ คิดเป็นสัดส่วน 6.12% เนื่องจากนักลงทุนมองหาช่องทางการลงทุนใหม่ ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นภายใต้ระดับความเสี่ยงที่พอรับได้ รวมถึงได้รับความคุ้มครองจากการประกันชีวิตรวมอยู่ด้วย

ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 0.10% หรือคิดเป็นสัดส่วน 41.77% ขณะเดียวกันประชาชนให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินระยะยาวเพื่อรองรับรายได้หลังเกษียณผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 9.14% หรือ คิดเป็นสัดส่วน 3.18%

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง