สแกนหุ้นรับน้ำมันขึ้นแรง ใครได้-เสีย สงครามรอบก่อน?

#ทันหุ้น - บล.บัวหลวง ระบุ ผลกระทบของสงครามผ่านต้นทุนพลังงานเริ่มชัดเจนขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงระยะสั้น หลังราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นราว +55% MTD สู่ระดับประมาณ $106/bbl ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศปรับขึ้นราว +30% MTD แตะระดับประมาณ 39 บาท/ลิตร สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่อาจเริ่มส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง
นอกจากนี้ สินค้าโภคภัณฑ์อื่นที่เชื่อมโยงกับต้นทุนการผลิตและการขนส่ง เช่น อลูมิเนียม (LME Aluminum +3% MTD), ข้าวโพด (CBT Corn +7%), น้ำตาล (ICE Sugar +9%) และกากถั่วเหลือง (CBT Soybean Meal +3%) ต่างปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน สะท้อนความเสี่ยง cost-push inflation ที่อาจขยายวงกว้าง กดดันทั้งอัตรากำไรของภาคธุรกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป
ในอดีตช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครนปี 2565 ซึ่งราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นแรงและดีเซลในประเทศขยับขึ้นสู่ระดับสูงสุดราว 34.9 บาท/ลิตร (จากระดับเฉลี่ยก่อนสงคราม ~29.9 บาท/ลิตร) หากเปรียบเทียบอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT margins) ในช่วงราคาดีเซลยืนสูงเฉลี่ย 34.6 บาท/ลิตร (Brent เฉลี่ย $92.1/bbl) ช่วง Q2/65-Q1/66 สะท้อนผลกระทบจากสงคราม เทียบกับช่วงก่อนหน้าสงครามที่ราคาดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 29.7 บาท/ลิตร (Brent เฉลี่ย $84.8/bbl) ช่วง Q2/64-Q1/65 พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังเห็นอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT margins) ยังขยายตัวได้ ได้แก่ ธุรกิจรายได้เชื่อมโยงราคาพลังงาน และ/หรือ มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน กลุ่มพลังงานต้นน้ำ PTTEP และโรงกลั่น TOP, SPRC, กลุ่มเกษตร/อาหาร CPF, BTG, TFG กลุ่มห้างสรรพสินค้า CPN, กลุ่มโรงพยาบาล BH, BDMS, กลุ่มนิคมฯ WHA AMATA
กลุ่มที่กระทบจำกัด อัตรากำไรทรงตัว มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกของใช้จำเป็น CPALL กลุ่มสื่อสาร ADVANC กลุ่มธนาคาร KTB KBANK SCB BBL กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง ITC
กลุ่มที่โดนกระทบแรง อัตรากำไรหดตัว ได้แก่ กลุ่มต้นทุนพลังงานสูง กลุ่มวัสดุก่อสร้าง SCC กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก SPP BGRIM GPSC รวมถึงกลุ่มอ่อนไหวต่อกำลังซื้อในประเทศ อย่างกลุ่มค้าปลีกของฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง DOHOME
มุมมองเชิงกลยุทธ์ แนะเน้นหุ้นที่ยังซื้อขายต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม สัดส่วนต้นทุนพลังงานต่ำ/ส่งผ่านต้นทุนได้ มี catalyst การฟื้นตัวหลังสงคราม โดยสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ลงแรงเกินพื้นฐาน: BH MINT ITC GULF 2) มีเงินปันผลรองรับระยะสั้น: BBL (Div. yields 4.8%, XD วันที่ 22 เม.ย.) WHA (3.5%, XD วันที่ 11 พ.ค.) KBANK (6.3%, XD วันที่ 21 เม.ย.)
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
