อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยันมีน้ำมันเพียงพอ ไม่มีความจำเป็นต้องกักตุน

ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์และความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ และนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ชี้แจงมาตรการเตรียมพร้อมด้านพลังงานและการบริหารจัดการน้ำมันภายในประเทศ
สงครามตะวันออกกลางยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า พัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีการโจมตีทางอากาศระหว่างกันในหลายประเทศ ขณะที่กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบียสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธและโดรนจำนวนมากที่มุ่งเป้าโจมตีจุดยุทธศาสตร์สำคัญได้
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากยังติดค้างบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน หลายประเทศได้แสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์และประณามการส่งกองกำลังเข้าโจมตีในเลบานอน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก
ในขณะที่บางประเทศปฏิเสธการเข้าร่วมกองกำลังเรือรบเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามคำขอของสหรัฐอเมริกา กระทรวงการต่างประเทศจึงยังคงขอให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด พร้อมติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากช่องทางทางการของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่ รวมทั้งลงทะเบียนแจ้งข้อมูลการติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่ดูแลพื้นที่
นายปาณิดล กล่าวว่า ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษว่าด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจัดขึ้นตามข้อเสนอของประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกได้หารือถึงผลกระทบต่อภูมิภาคในหลายมิติ โดยเฉพาะผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ราคาสินค้า และราคาพลังงาน โดยในระยะสั้น ไทยได้เสนอให้ใช้กลไกความตกลงอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียม (ASEAN Petroleum Security Agreement) เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านพลังงาน
ขณะเดียวกัน ในระยะยาว ไทยได้เสนอให้อาเซียนเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกรวมทั้งใช้โครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงด้านพลังงานในภูมิภาค พร้อมยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การเงิน และการขนส่ง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของอาเซียนท่ามกลางวิกฤตจากภายนอก
ความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่
เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบาห์เรน และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อขอบคุณที่ให้การดูแลคนไทยที่พำนักอยู่ในทั้งสองประเทศ รวมทั้งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เดินทางกลับประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้ขอบคุณประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่อำนวยความสะดวกให้ลูกเรือไทยจากเรือ “มยุรีนารี” จำนวน 20 คน เดินทางผ่านไปยังประเทศโอมานก่อนเดินทางกลับประเทศไทย และย้ำท่าทีของไทยที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและกระบวนการทางการทูต
ในส่วนของสถานการณ์คนไทยในอิหร่าน ได้กำหนดแผนอพยพเพิ่มเติมอีก 2 รอบ คือวันที่ 17 มีนาคม และวันที่ 25 มีนาคม 2569 โดยได้จัดเจ้าหน้าที่ประสานงานทั้งในพื้นที่และบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองบริเวณชายแดนตุรกี เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไทยสามารถเดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตอาจจัดรอบอพยพเพิ่มเติมตามความจำเป็นของสถานการณ์ โดยขอให้คนไทยในอิหร่านติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และลงทะเบียนกับสถานเอกอัครราชทูตโดยเร็วหากประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทย ปัจจุบันมีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือเดินทางออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางแล้วรวม 1,116 คน
ยันน้ำมันมีเพียงพอ ไม่มีความจำเป็นต้องกักตุน
ด้านนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันรวม 6 โรง มีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 175 ล้านลิตรต่อวัน โดยสามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อใช้ในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งน้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา และก๊าซหุงต้ม
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บางสถานีบริการเกิดปัญหาการจัดส่งน้ำมันไม่ทันต่อความต้องการ โดยกระทรวงพลังงานได้เร่งประสานโรงกลั่นให้เดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง พร้อมทั้งประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่) ให้กระจายเชื้อเพลิงไปยังผู้ค้ารายย่อยและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ติดตามตรวจสอบการกักตุนเชื้อเพลิง เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสในสถานการณ์ดังกล่าว
ปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำมันสำรองในประเทศรวมกับน้ำมันสำรองตามกฎหมายประมาณ 42 วัน และมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งอีกประมาณ 29 วัน รวมทั้งมีการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมจากแหล่งต่างประเทศ เช่น แองโกลา และสหรัฐอเมริกา ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 101 วัน
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศตรวจสอบสต็อกน้ำมันในคลังรวม 53 คลัง 589 ถัง และตรวจสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศแล้วกว่า 1,502 แห่ง พบว่ามีสถานีบริการบางแห่งต้องปิดชั่วคราวจากการขนส่งที่ไม่ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่พบการกักตุนเชื้อเพลิงแต่อย่างใด
นายสราวุธ ย้ำว่า ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ และขอให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องกักตุน พร้อมขอความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างประหยัดในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
