สหรัฐ-อิหร่านหยุดยิงชั่วคราว! น้ำมันร่วงหนุนตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัว

#ทันหุ้น - ดัชนี Dow Jones ปิดที่ 51,947.25 จุด เพิ่มขึ้น 235.60 จุด (+0.46%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,411.98 จุด เพิ่มขึ้น 3.68 จุด (+0.05%) และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,975.82 จุด ลดลง 161.87 จุด (-0.64%) ยังคงถูกกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มชิปและเทคโนโลยี ท่ามกลางความกังวลเรื่องการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ก่อนการประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสัปดาห์หน้า โดยแม้ Intel (INTC) จะคาดการณ์กำไรและรายได้ไตรมาสสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ พร้อมประกาศแผนเพิ่มการใช้จ่ายในช่วง 2 ปีข้างหน้า แต่หุ้นกลับร่วงลงถึง 7.9% ตามทิศทางดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) ที่ดิ่งลง 4.5%
ด้านราคาน้ำมัน สัญญาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลง 5% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ดิ่งลงกว่า 10% สู่ระดับประมาณ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเช้าวันนี้ หลังมีรายงานว่าอิหร่านและสหรัฐฯ ได้ระงับการโจมตีกันเป็นการชั่วคราว ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องอุปทานพลังงานที่ตึงตัวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ในระดับหนึ่ง
ทางด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 644.51 จุด เพิ่มขึ้น 5.24 จุด (+0.82%) ปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียุโรปปรับตัวขึ้น 1.7% ทั้งนี้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การใช้จ่ายด้านการลงทุน (Capex) ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป และการแข่งขันจากโมเดล AI แบบโอเพนซอร์สที่มีต้นทุนถูกกว่าโมเดล AI เชิงพาณิชย์ทั่วไป ซึ่งเริ่มแย่งส่วนแบ่งตลาดและคุกคามรูปแบบธุรกิจเดิมของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมทั้งปี ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี STOXX 600 ยังคงปรับตัวขึ้นเกือบ 17% เป็นรองเพียงหุ้นกลุ่มพลังงานที่พุ่งขึ้นราว 32%
ตลาดหุ้นเอเชียเปิดปรับตัวขึ้นเป็นส่วนใหญ่ในเช้าวันนี้ โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ร่วงลง หลังมีรายงานว่าสหรัฐ และอิหร่านระงับการโจมตีกันชั่วคราวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตารายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสัปดาห์นี้ โดยดัชนี Nikkei ญี่ปุ่นเปิดปรับตัวขึ้นแรงที่สุดในภูมิภาคที่ 0.85% ตามด้วยดัชนี S&P/ASX 200 ออสเตรเลียที่บวก 0.97% และดัชนี KOSPI เกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 1.22% ขณะที่ดัชนี Hang Seng ฮ่องกงปรับตัวขึ้นเล็กน้อย มีเพียงดัชนี Shanghai Composite จีนที่ปรับตัวลงสวนทางภูมิภาค
สำหรับตลาดหุ้นไทย คาดว่าดัชนีจะย่อตัวลงในวันนี้ โดยมีแรงกดดันหลักจากหุ้น DELTA หลังกำไรไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 6,074.60 ล้านบาท แม้เติบโต 31% จากปีก่อน แต่หดตัวถึง 33% จากไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่าที่ตลาดคาด จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นและปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งคาดว่าจะคลี่คลายในไตรมาส 3 ทั้งนี้ แม้ Sentiment ตลาดโลกจะเริ่มดีขึ้นหลังสถานการณ์ตะวันออกกลางสงบลง แต่หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีอาจถ่วงตลาดเพิ่มเติมจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
หุ้นที่น่าติดตามในวันนี้คือ HMPRO หลังเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 1,594.18 ล้านบาท เติบโต 14.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1,398.55 ล้านบาท โดยมีกำไรต่อหุ้น อยู่ที่ 0.12 บาท
สำหรับมุมมอง SET50 Index indicators 3 ตัวระบุดังนี้ Confirm Up/Down (ภาพหมายเลข 2) แสดงถึงแนวโน้มตลาดว่ามีโอกาสขึ้นหรือลง วันนี้มีทิศทาง ขาขึ้นต่อเนื่อง และ Trend (ภาพหมายเลข 3) แสดงยอดซื้อขายใน S50 วันนี้มีทิศทางขาขึ้นวันแรก ขณะที่ Mid Trend (ภาพหมายเลข 4) แสดงการซื้อขายหุ้นของตลาด SET วันนี้มีทิศทาง ขาขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสรุปจากทั้ง 3 อินดิเคเตอร์ของเราในวันนี้มองว่า มีทิศทาง ขาขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
