รีเซต

เจาะหุ้นโรงไฟฟ้า หลังค่าไฟขยับ 3.95 บาท/หน่วย โอกาสหรือแรงกดดัน?

เจาะหุ้นโรงไฟฟ้า  หลังค่าไฟขยับ 3.95 บาท/หน่วย  โอกาสหรือแรงกดดัน?
TNN ช่อง16
3 เมษายน 2569 ( 15:27 )
9

การปรับค่าไฟงวดใหม่เฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา โดยเฉพาะต่อทิศทางของหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งมีโครงสร้างต้นทุนและรายได้แตกต่างกันไปในแต่ละประเภท ทั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และพลังงานหมุนเวียน


แม้ค่าไฟที่ปรับขึ้นจะสะท้อนต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ในมุมของนักวิเคราะห์กลับมองว่า ผลกระทบต่อหุ้นโรงไฟฟ้า ไม่ได้เป็นลบทั้งหมด บางบริษัทอาจได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างสัญญาขายไฟฟ้า ขณะที่บางรายยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ผันผวน


บทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) , บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด  และ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)  ต่างประเมินว่า การปรับค่าไฟครั้งนี้จะสร้างทั้ง “โอกาส” และ “แรงกดดัน” ต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าแตกต่างกันไป


คำถามสำคัญคือ หุ้นตัวไหนจะได้อานิสงส์ และตัวไหนยังต้องระวังแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมในช่วงที่ต้นทุนพลังงานโลกยังมีความผันผวน 


เริ่มที่ฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การปรับตัวสูงขึ้นของราคา LNG กำลังกดดันต้นทุนของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าในไทย เนื่องจากก๊าซ LNG นำเข้ามีสัดส่วนประมาณ 26% ของก๊าซที่ใช้ในระบบผลิตไฟฟ้า ทั้งหมด หากค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) สามารถสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงได้อย่างเต็มที่ ค่าไฟมีโอกาสต้องปรับขึ้นราว 40 สตางค์ต่อหน่วย แต่หากภาครัฐยังคงตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย หรือปรับขึ้นเพียง 7 สตางค์ต่อหน่วย โรงไฟฟ้าประเภท SPP จะต้องรับภาระต้นทุนที่เหลือประมาณ 32 สตางค์ต่อหน่วย


กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ประเมินว่า GPSC มีความเสี่ยงสูงสุด โดยคาดว่ากำไรมี downside ราว 950 ล้านบาท รองลงมาคือ BGRIM และ WHAUP อย่างไรก็ดี  ผลกระทบระยะสั้นยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ และแนวโน้มระยะกลางถึงยาวยังเป็นบวก จากปัจจัยหนุนต้นทุนก๊าซที่มีโอกาสลดลงในปี 2570 การเพิ่มกำลังการผลิต และโอกาสเข้าประมูลโครงการใหม่ภายใต้แผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะประกาศในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และโอกาสเข้าประมูลโครงการใหม่ภายใต้แผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะประกาศในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และเปิดประมูลในช่วงครึ่งแรกปี 2570


 สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ 3 ธีมหลัก ได้แก่ 


1.IPP Winners : GULF, RATCH และ EGCO จากกระแสเงินสดที่มั่นคงตามสัญญา

2.AI Beneficiary Megaforce:  WHAUP, GULF,  BGRIM, GPSC เเละ BCPG ซึ่งมีศักยภาพรองรับความต้องการไฟฟ้าและน้ำของ Data Center

3.Deep Value & Overseas Growth: BGRIM, GPSC ที่มี Valuation น่าสนใจและมีโอกาสเติบโตจากต่างประเทศ


ทั้งนี้ ยังคงมุมมอง “Overweight” ต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าไทย โดยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการลงทุน Data Center ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI มาตรการ “Quick Big Win” ของภาครัฐ และการขยายกำลังการผลิตในต่างประเทศ พร้อมเลือก GULF, WHAUP และ BCPG เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มดังกล่าว

ทางด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยแบ่งตามโครงสร้างสัญญาและประเภทเชื้อเพลิง ดังนี้


1. กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP)

ฝ่ายวิจัยฯ  มีมุมมองเชิงลบ กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากความไม่สมดุลระหว่างราคาขายและต้นทุน แม้ค่าไฟจะปรับขึ้น 6.51 สตางค์/หน่วย แต่ไม่สามารถชดเชยต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเป็น 347.5 บาท/ล้านบีทียู (จากเดิม 288 บาท) ได้ทั้งหมด ส่งผลให้อัตรากำไร (Margin) ของกลุ่ม SPP ในไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มลดลง โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบเรียงตามลำดับ คือ BGRIM รองลงมา คือ GPSC


2. กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP)

ผลกระทบจำกัด ผู้ประกอบการอย่าง GULF, EGCO และ RATCH ได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) มีกลไกการส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิง (Pass-through) ไปยัง กฟผ. ได้โดยตรง ทำให้ความผันผวนของราคาก๊าซไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญ


3. กลุ่มพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)

มุมมองเชิงบวก ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นค่า Ft โดยตรง เช่น GUNKUL, BCPG และ SSP เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่มีราคาขายไฟฟ้าที่อ้างอิงกับค่า Ft ในขณะที่ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง (Zero Fuel Cost) ทำให้รายได้และกำไรมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางค่า Ft ที่เป็นขาขึ้น


โดยฝ่ายวิจัยฯ คงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มฯ “เท่าตลาด” แต่ยังมีโอกาสซ่อนอยู่ในหุ้นรายตัวที่พื้นฐานแข็งแกร่ง ได้เเก่ 


-GULF (Top Pick) แนะนำ “ซื้อ" (ราคาเหมาะสม 71.25 บาท) เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจทนทานต่อความผันผวนของต้นทุนก๊าซและมีปัจจัยพื้นฐานที่รองรับการเติบโตในระยะยาว

-GUNKUL  แนะนำ “ซื้อ” (ราคาเหมาะสม 2.80 บาท) ในฐานะตัวแทนกลุ่มพลังงานทดแทนที่ได้ประโยชน์จากวงจร Ft ขาขึ้น และกระแสความต้องการพลังงานสะอาดในช่วงสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง


การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในงวดนี้สะท้อนถึงความพยายามของภาครัฐในการรักษาสมดุลระหว่างภาระค่าครองชีพของประชาชนและภาระหนี้สินของ กฟผ. อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการกลุ่ม SPP ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนก๊าซที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในไตรมาส 2/2569 


สำหรับ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ระบุว่า  การปรับ ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ส่งผลต่อกำไรของหุ้นโรงไฟฟ้าแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างรายได้ของแต่ละบริษัท โดยเฉพาะสัดส่วนโรงไฟฟ้า SPP ที่ขายไฟให้ลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) ซึ่งจะได้อานิสงส์จากการปรับค่า Ft มากกว่ากลุ่มที่เน้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ที่คาดจะมีผลกำไรเพิ่มขึ้นค่อนข้างจำกัด แม้การส่งผ่านค่า Ft อาจเกิดความคลาดเคลื่อนด้านเวลา แต่กลไกนี้ช่วยลดภาระต้นทุนเชื้อเพลิงของผู้ประกอบการ ทำให้ไม่ต้องแบกรับต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด ส่งผลให้กำไรโดยรวมยังมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง


การวิเคราะห์ความอ่อนไหวพบว่า หากค่า Ft ปรับขึ้น 0.10 บาท/หน่วย จะช่วยเพิ่มกำไรปี 2569 ของ BGRIM  ราว 12% แต่หากต้นทุนก๊าซเพิ่มขึ้น 10 บาท/mmbtu จะกดกำไรกลุ่มโรงไฟฟ้าลดลงประมาณ 7% ภายใต้สมมติฐานที่ต้นทุนก๊าซสูงกว่ากรณีฐาน และค่าไฟอยู่ที่ 3.95 บาท/หน่วย คาดว่าจะทำให้กำไรปี 2569 ของ BGRIM ลดลงประมาณ 9% ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด


ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุน นักวิเคราะห์ยังคงแนะนำ GULF  เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม โดยให้ราคาเป้าหมาย 66.50 บาท มองว่าเป็นตัวเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เนื่องจากพอร์ตธุรกิจเน้นโรงไฟฟ้า IPP และมีรายได้จากลูกค้า SPP/IU เพียงเล็กน้อย อีกทั้งยังมีรายได้เสริมจากการลงทุนใน ADVANC รวมถึงธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ทยอยเปิดดำเนินการ ช่วยกระจายฐานกำไรได้ดี

 

ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ยังผันผวน การปรับค่าไฟงวดใหม่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย อาจเป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งที่สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทยในระยะต่อไป เพราะแม้บางบริษัทจะต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตจาก Data Center, เทคโนโลยี AI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน อาจกลายเป็นแรงหนุนสำคัญของกลุ่มโรงไฟฟ้าในระยะยาว


คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า นักลงทุนควรเลือกถือหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีกระแสเงินสดมั่นคงอย่างกลุ่ม IPP หรือมองหาโอกาสจากหุ้นที่มีการเติบโตใหม่ ๆ ในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เพราะภายใต้ความผันผวนของต้นทุนพลังงานในวันนี้ อาจซ่อน โอกาสการลงทุนรอบใหม่ของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าไทย อยู่ก็เป็นได้


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง