SME ร้อยละ 71 อ่วมพิษพลังงานทุบต้นทุน

สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ SMEs และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ประจำไตรมาสที่ 1/2569 โดยสำรวจช่วง วันที่ 27-30 เมษายน 2569 จากผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 659 รายทั่วประเทศ ทั้งธุรกิจการบริการ ธุรกิจการผลิต และธุรกิจการค้า โดยมีธุรกิจรายย่อย (Micro) เป็นสัดส่วนสูงสุดถึงร้อยละ 61 พบว่า
ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ SMEs โดยรวมในไตรมาส 1/2569 อยู่ระดับ 45.9 ลดลง 1.4 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 อยู่ระดับ 47.4 สะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวของภาคธุรกิจ SMEs ภายใต้แรงกดดันด้านต้นทุน สภาพคล่อง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
หากแยกตามขนาดธุรกิจ พบว่า ธุรกิจรายย่อย (Micro) ดัชนีรวมอยู่ที่ 37.6 ต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนว่ายังอยู่ในช่วงหดตัว โดยเฉพาะด้านสต็อกวัตถุดิบ สภาพคล่อง และการสร้างแบรนด์
ธุรกิจขนาดย่อม ดัชนีรวมอยู่ที่ 45.3 ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในด้านความสามารถในการทำธุรกิจ
ธุรกิจขนาดกลางดัชนีรวมอยู่ที่ 52.5 เป็นกลุ่มเดียวที่มีดัชนีเกิน 50 แสดงถึงศักยภาพการแข่งขันในระดับขยายตัว
ส่วนผลดัชนีแยกตามประเภทธุรกิจพบว่า ธุรกิจการผลิต ดัชนีรวมอยู่ที่ 47.6 มีความสามารถในการทำธุรกิจสูงสุดในกลุ่ม (48.7) , ธุรกิจการค้า ดัชนีรวมอยู่ที่ 44.4 ได้รับผลกระทบจากยอดคำสั่งซื้อ และกำลังซื้อที่ลดลง ขณะที่ธุรกิจการบริการ ดัชนีรวมอยู่ที่ 45.9 ดีขึ้นจากไตรมาสก่อน
โดยการสำรวจครั้งนี้ยังได้สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อต้นทุนพลังงานของผู้ประกอบการ SMEs ไทย พบว่า ผู้ประกอบการกว่าร้อยละ 71.7 ได้รับผลกระทบในระดับปานกลางถึงมาก โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
ต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการร้อยละ 38.8 ระบุว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-10 ขณะที่ร้อยละ 32.8 คาดว่าเพิ่มขึ้นน้อยกว่าร้อยละ 5 , ขีดความสามารถในการแบกรับต้นทุน SMEs โดยเฉลี่ยสามารถตรึงราคาสินค้าและบริการได้เพียง 3 เดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้ภาครัฐดำเนินมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การควบคุมต้นทุนธุรกิจช่วยเหลือเรื่องค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และค่าขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของ SMEs การสนับสนุนด้านเงินทุนและสภาพคล่อง และจัดสรรสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
