5 โบรกเลือก 13 หุ้นน่าซื้อช่วงดัชนีพักฐาน เน้น Selective Buy- เก็งกำไรงบ Q264

5 โบรกเลือก 13 หุ้นน่าซื้อช่วงดัชนีพักฐาน เน้น Selective Buy- เก็งกำไรงบ Q264
TNN Wealth
27 กรกฎาคม 2564 ( 10:06 )
116
5 โบรกเลือก 13 หุ้นน่าซื้อช่วงดัชนีพักฐาน เน้น Selective Buy- เก็งกำไรงบ Q264

หุ้นน่าซื้อวันนี้ 27 ก.ค. 64 : โบรกมองหุ้นไทยเผชิญความผันผวนจากจำนวนผู้ติดเชื้อยังทะลุหลักหมื่นคนต่อวัน คาดมูลค่าการซื้อขายเบาบางเหตุพรุ่งนี้ตลาดปิดทำการ ลุ้นประชุมเฟด กรอบเคลื่อนไหว 1,530-1,562 จุด เน้น Selective Buy เก็งกำไรงบ Q264

 

 

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยวันนี้ น่าจะเป็นอีกหนึ่งวันที่ตลาดหุ้นไทย แกว่งตัวซึมถึงพักตัว ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง เพราะอยู่ในช่วงคาบเกี่ยววันหยุด เราประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET INDEX วันนี้ 1,535/1,540-1,550 จุด

 

ทั้งนี้เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นจีน-ฮ่องกง เคลื่อนไหว Underperform ตลาดหุ้นภูมิภาค เนื่องจากปัจจัยลบเฉพาะตัว จากความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ (Regu latory Risk) ที่ภาครัฐ เพิ่มความเข้มงวด โดยเฉพาะกลุ่มการศึกษา และประเด็นนี้ ยังส่งผลกระทบเชิง Sentiment ต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ทำให้ราคาปรับตัวลงค่อนข้างแรงด้วยเช่นกัน

 

สำหรับวันนี้ ติดตามการเปิดเผยประมาณการ GDP โลกโดย IMF หลังจากเมื่อเดือน เม.ย. IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลก จาก 5.5% เป็น 6.0% หนุนด้วยเศรษฐกิจสหรัฐฯ คาดโต 6.4% จากเมื่อเดือน ม.ค. คาด +5.1% และวันพรุ่งนี้ ติดตามการประชุม Fed เราคาดว่า ยังไม่มีการปรับนโยบายการเงินในรอบนี้ แต่ประเด็นสำคัญ คือ มุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 สายพันธุ์ Delta เพิ่มจำนวนมากขึ้น จะส่งผลกระทบให้การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอความร้อนแรงลงหรือไม่

 

 

 

สำหรับ หุ้นเด่นวันนี้มี 4 ตัว นำโดย TAPAC คาดกำไรสุทธิ 3Q64 (พ.ค.-ก.ค. 64) ที่ 35-40 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ -8 ลบ. ใน 3Q63 จากความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เร่งตัว โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ความต้องการพุ่งขึ้นเพื่อรองรับมหกรรมโอลิมปิก ขณะที่ ธุรกิจอสังหาฯในสวีเดนก็เร่งขึ้นอีกครั้ง หลัง COVID-19 คลายตัว โดยมี Backlog สูงถึง 7.5 พันล้านบาท คาดกำไรสุทธิสุทธิของงบปี 2564 ที่ 110-120 ล้านบาท จากขาดทุน -47 ล้านบาทในงบปี 2563ซื้อขายบน PBV ที่ 1.5 เท่า และ PER2564 ที่ 14 เท่า ถูกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 3.5 เท่า และ 25 เท่า ตามลำดับ

 

หุ้นเด่นตัวต่อมาคือ GUNKUL เราคาดกำไรปกติ 2Q64 ที่ 407 ลบ. เติบโต +28% YoY จากรายได้ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังลมเติบโต YoY และโรงไฟฟ้าโซลาร์ในเวียดนามเพิ่มขึ้น 100MW ใน 2Q64 ขณะที่แนวโน้มกำไรปกติ 3Q64 เบื้องต้นคาดที่ 700 ลบ. +/- จากฤดูมรสุมในปีนี้ที่มาเร็วกว่าปกติ ธุรกิจกัญชงคาดได้ใบอนุญาตปลูกในเดือน ต.ค.2564 และคาดว่าจะได้ใบอนุญาตโรงสกัดภายใน 1Q65 เริ่มต้นด้วยการปลูก 200 ไร่ ดังนั้น คาดกำไรปี 2565 เติบโตเด่น +52% YoY เป็น 3.2 พันลบ. จากแรงหนุนของธุรกิจกัญชงที่คาดว่าจะสร้างกำไรราว 1.05 พันลบ.ในปี 2565

 

 

หุ้นเด่นอีกตัวคือ BCPG เราคาดกำไรปกติ 2Q64 ที่ 509 ลบ. เติบโต +35% YoY และ +4% QoQ จากแรงหนุนของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาว หนุนรายได้เติบโต +14% YoY และ +6% QoQ เป็น 1.1 พันลบ. เราชอบ BCPG ในระยะกลางถึงยาว เนื่องจากเป็นผู้นำธุรกิจ Green Energy ทั้งธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก และการรุกเข้าสู่ธุรกิจ Flow Battery ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูงจะส่งผลให้ ROE เพิ่มขึ้นในระยะยาว ขณะที่ราคาหุ้นไม่แพง ซื้อขายที่ PER2565 ราว 18.9 เท่า

 

หุ้นเด่นตัวสุดท้ายคือ BBL ภาพทางเทคนิค แนวต้าน 108.00 บาท แนวรับ 103.50 บาท และ Stop loss หากต่ำกว่า 101.50 บาทจุดเด่นของ BBL คือความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน ที่ระดับ Coverage Ratio สูงถึง 190% และระดับ Tier 1, BIS Ratio ที่ระดับ 15.9% และ 18.4% ตามลำดับสูงกว่าเกณฑ์ของธปท.อยู่มาก ขณะที่ราคาหุ้นซื้อขายที่ PBV เพียง 0.4 เท่า คาดเงินปันผล 1H64 หุ้นละ 2.12 บาท ให้ Yield 2%

 

 

 

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส บล.เอเซีย พลัส (ASPS) กล่าวว่า สัปดาห์นี้น่าจะมีบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งที่ทยอยประกาศผลประกอบการ 2Q64 ออกมาเบื้องต้นที่นักวิเคราะห์ได้ทำประมาณการเชื่อว่าจะเป็นตัวเลขที่ดี

 

แต่อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมของผลประกอบการทั้งหมดน่าจะเติบโต YoYแต่ หดตัว QoQ ส่วนประเด็นอี่นที่อยู่ในความสนใจเป็นเรื่องของผลประชุม Fed ว่าจะมีการส่งสัญญาณอะไรออกมาหรือไม่

 

ทั้งนี้จากผลการสำรวจของ Bloomberg คาดว่าจะเห็นการเริ่มส่งสัญญาณในเดือน ส.ค.64 สำหรับสถานการณ์ Covid -19 ในบ้านเรายังดูน่ากังวลแม้ตัวเลขผู้ติดเชื่อวันนี้จะรายงานที่ 14,150 คน แต่ยังไม่รวมผลตรวจ ATK ที่พบการติดเชื้อจำนวนมาก จากปัจจัยแวดล้อมดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ตลาดหุ้นยังไม่สามารถปรับขึ้นได้

 

SET Index น่าจะอยู่ในกรอบ 1,530 – 1,555 จุด ส่วนพอร์ตจำลองวันศุกร์ที่ผ่านมามีการ Cut Loss หุ้น PLANB น้ำหนัก 5% ให้เก็บเป็นเงินสดเพิ่มเป็น 20% หุ้น Top Pick เลือก ADVANC, MCS และ TMT

หุ้นเด่นตัวแรกนำโดยคือ TMT (FV @ 12.40) คาดกำไร 2Q64 New High ที่ 426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 400%YoY จากราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ปรับขึ้นทุกเดือน ส่งผลให้ Gross margin ทำได้สูงถึง 14.2% พร้อมลุ้นปันผลระหว่างกาลครั้งแรก 0.50 บาท (Div Yield 5%) โดยประเมินกำไรสุทธิปีนี้อยู่ที่ 1.2 พันล้านบาท ถือเป็นกำไรสูงสุดของบริษัท ให้ราคาเหมาะสม 12.40 บาท มี Upside 24% และคาดหวังปันผลปีนี้ 10% ต่อปี


หุ้นเด่นตัวต่อมาคือ MCS (FV @ 21.00) คาดกำไร 2Q64 ทำได้สูงถึง 330 ล้านบาท (+41%QoQ, +46%YoY) หนุนด้วยปริมาณส่งมอบโครงสร้างเหล็กรวม 2.25 หมื่นตัน โดยกำไร 1H64 ที่คาดว่าจะทำได้สูงถึง 564 ล้านบาท ประเมินปันผล 1H64 ไว้ที่ 0.55 บาท คิดเป็น Div Yield 3.8% ทิศทางกำไรครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก ตามแผนส่งมอบงานล่าสุด จึงปรับประมาณการกำไรปีนี้ขึ้น 13% อยู่ที่ 1.18 พันล้านบาท ประเมิน FV อิง PER (2565) 10 เท่า จะให้ราคาเหมาะสม 21.00 บาท มี Upside 44% และคาดหวังปันผลสูงถึง 8.90% ต่อปี

 

หุ้นเด่นปิดท้ายคือ ADVANC (FV@220.00) คาดกำไร 2Q64 อยู่ที่ 6.92 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น4.2%q๐q จากผลบวกการต้นทุนค่าเสื่อมอุปกรณ์ 3G 4G ที่ทยอยตัดจ่ายครบ และการควบคุมต้นทุนต่างๆบวกกับ อานิสงส์ความเป็นผู้นำธุรกิจมือถือ ช่วยบรรเทาผลกำลังซื้อและการเติบโตธุรกิจรอง อาทิ อินเตอร์เนตบ้าน ที่ขึ้นมาระคองรายได้ในช่วงนี้ขณะที่ 2H64 คาดเติบโตเล็กน้อยจาก 1H64 จากบริการมือถือที่เป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้น บวกกับ ความเป็นผู้นำ 5G กลยุทธ์สร้างความแตกต่างด้วยบริการจากพันธมิตรล่าสุด Disney+ ที่ใช้ดึงดูดลูกค้าใหม่เพิ่มเติม ซึ่งมูลค่าทางพื้นฐานปัจจุบันยังไม่รวมถึง Synergy ระยะยาวกับ GULF

 

 

 

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า วันนี้คาด SET แกว่ง Sideways ใน กรอบแนวรับ 1,530 จุด และแนวต้าน 1,565 จุด เน้นหุ้นคาดแนวโน้มกำไรเด่น

 

โดยหุ้นเด่นวันนี้แนะนำ MCS คาดกำไร 2Q64 จะทำสถิติสูงสุดใหม่320 ล้านบาท (+ 37% QOQ +42%YOY) จากการส่งมอบงานเหล็กโครงสร้างที่สูง และ มีงานที่ค้างส่งมอบในไตรมาสแรก ผสาน Backlog คาดสูงถึง1 แสนตัน ขณะที่ราคาหุ้น ซื้อขาย PE ปี 2564 ต่ำเพียง 6.7 เท่า และคาดอัตราปันผลสูงถึง 8.2% เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 18.50 บาท


หุ้นเด่นตัวต่อมาคือ SCGP การขยายตัวของธุรกิจปี 64-65แข็งแกร่ง โดย SCGP มี 5 โครงการที่ขยายกำลังการผลิตที่จะทยอยเสร้จในปีนี้ และต้นปีหน้า จะช่วยเพิ่มยอดขายรวม 1.1 หมื่นล้านบาท จะทำให้ยอดขายปีนี้จะเติบโต 20% สู่ระดับ 111,938 ล้านบาท และ มีกำไรปกติท่ากับ 8,912 ล้านบาท เติบ โต 33% เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 72 บาท

 

 

 

 

บล.ไทยพาณิชย์ มองว่า SET เคลื่อนไหวภายในกรอบ โดยมีกรอบล่างที่ 1,536 และ 1,530 จุด ส่วนกรอบบนถูกจำกัดที่แนวต้าน 1,555 และ 1,562 จุด ตามลำดับ โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดยังเป็นปัจจัยกดดัน และถ่วงตลาด หลังจำนวนผู้ติดเชื้อยังอยู่ในระดับสูง ส่วนวันนี้มองมูลค่าการซื้อขายจะลดลง เนื่องจากพรุ่งนี้ตลาดจะปิดทำการ และรอผลประชุมเฟดในวันพรุ่งนี้ด้วย กลยุทธ์ใช้บริเวณ 1,500 จุด เป็นจุดเริ่มซื้อสะสมเพื่อการลงทุน

 

ทั้งนี้แนะนำ Selective buy หุ้นปลอดภัยรับมือตลาดผันผวนสูง 1.Defensive Plays : กลุ่มการแพทย์ BDMS, BCH ,RJH ; EV/clean energy EA สื่อสาร ADVANC 2. Earnings Play : SCGP, GPSC, TU, PM, SFT, WICE เทรดดิ้ง KCE HANA

 

อย่างไรก็ตาม ระมัดระวังการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่มเดินเรือ สินค้าเกษตร ที่มีความผันผวนสูง

 

หุ้นเด่นวันนี้ แนะนำ SCGP (ราคาเป้าหมาย 67 บาท) เราปรับประมาณการฯ และราคาเป้าหมายขึ้น หลังดีลซื้อหุ้นบรรจุภัณฑ์เวียดนามแล้วเสร็จ และยังมีโอกาสปรับเพิ่มอีกจากดีลซื้อหุ้นบรรจุภัณฑ์อินโดนีเซียที่ยังไม่รวมในประมาณการ และแนะนำ WICE คาดแนวโน้มกำไร 2Q64 ทำนิวไฮต่อเนื่อง จากค่าระวางเรือที่สูงและดีมานด์ที่ดีในทุกธุรกิจ และการเพิ่มกำลังการให้บริการ

 

 

 

 

 

ขณะที่ บล.กสิกรไทย แจ้งว่า เป้าดัชนีวันนี้อยู่ที่ 1,525 -1,565 จุด หุ้นเด่นวันนี้ แนะนำ 3 หุ้นเด่น คือ SIMAT ปัจจุบันอยู่ที่ 5.90 บาท เป้าหมาย 6.20 บาท HTECH ปัจจุบัน 6.75 บาท เป้าหมาย 7.10 บาท หุ้นเด่นปิดท้ายคือ PSL ปัจจุบัน 21 บาท เป้าหมาย 22 บาท

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง