เงินไหลออก "หุ้นเอเชีย" สูงสุด 16 ปี เกาหลีหนักสุด ต่างชาติขายหุ้น AI

นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นในตลาดเอเชียช่วงครึ่งแรกของปี 2569 รวมมูลค่า 1.3736 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นกระแสเงินทุนไหลออกในรอบ 6 เดือนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ LSEG เริ่มรวบรวมข้อมูลในปี 2553 หลังการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) กระตุ้นให้นักลงทุนขายทำกำไรในตลาดที่ปรับขึ้นโดดเด่นอย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน ก่อนหันไปมองตลาดที่มูลค่ายังไม่แพงในภูมิภาค
ข้อมูลของ LSEG ระบุว่า กระแสเงินทุนไหลออกครอบคลุมตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบมากที่สุด มีเงินทุนไหลออก 7.08 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือไต้หวันที่ 2.96 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
สาเหตุสำคัญมาจากการที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนี KOSPI [KOSPI.X] เกือบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่ตลาดหุ้นไต้หวันพุ่งขึ้น 62% อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากผู้ผลิตชิปรายใหญ่เพียง 3 ราย ได้แก่ ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง คอมพานี (TSMC), ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics) และเอสเค ไฮนิกซ์ (SK hynix) ส่งผลให้นักลงทุนทยอยลดสัดส่วนการถือครองหุ้นเหล่านี้ หลังมีน้ำหนักในดัชนีเพิ่มขึ้นมาก พร้อมหันไปมองตลาดที่ยังมีมูลค่าต่ำและได้รับความสนใจน้อยกว่า
โจชัว แครบบ์ หัวหน้าฝ่ายการลงทุนหุ้นภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของโรเบโค (Robeco) กล่าวว่า ตลาดหุ้นเอเชียมีเพียง 2 ตลาดและ 1 กลุ่มอุตสาหกรรมที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่น ดังนั้นนักลงทุนจึงจำเป็นต้องปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน
นักวิเคราะห์มองว่า การขายสุทธิครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน แต่เป็นผลจากการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับดัชนีอ้างอิง โดยกองทุนทยอยขายหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากเพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของการลงทุน
เฉพาะในเดือนมิ.ย. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นในภูมิภาครวม 2.708 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการขายหุ้นเกาหลีใต้ 1.263 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หุ้นไต้หวัน 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และหุ้นอินเดีย 5.91 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
การวิเคราะห์ของแบงก์ ออฟ นิวยอร์ก เมลลอน (Bank of New York Mellon) พบว่า กองทุนรวมขายหุ้นเกาหลีใต้มูลค่า 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กองทุนบำเหน็จบำนาญขาย 4.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขายอีก 1.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบงก์ ออฟ นิวยอร์ก เมลลอน ระบุว่า การขายของกองทุนประเภท Long-only (ไม่มีการขายชอร์ต) สะท้อนการปรับสมดุลพอร์ตและการขายทำกำไรมากกว่าการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้
บรรดานักลงทุนยังเริ่มตั้งคำถามว่า ช่วงที่ตลาดได้รับอานิสงส์จากกระแส AI มากที่สุดอาจผ่านพ้นไปแล้ว แม้ว่าความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จะยังแข็งแกร่ง แต่หลังจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลาดก็เริ่มมีความระมัดระวังมากขึ้น
ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของการลงทุนยังผลักดันให้นักลงทุนขยายการลงทุนไปยังบริษัทที่อยู่ลึกลงไปในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาคที่มีมูลค่าน่าสนใจกว่า
แครบกล่าวว่า ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีมูลค่าที่ถูกมาก และมีปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างในระยะยาว แม้ในระยะสั้นจะยังไม่มีปัจจัยที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน
ด้านเคอร์รี เครก นักกลยุทธ์ตลาดโลกของเจพีมอร์แกน แอสเซท แมเนจเมนท์ (JP Morgan Asset Management) กล่าวว่า นักลงทุนกำลังประเมินว่าตนเองถือครองหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมากเกินไปหรือไม่ พร้อมทั้งหันไปพิจารณาธีมการลงทุนอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรมกลาโหม พลังงานหมุนเวียน และการกระจายการลงทุนให้หลากหลายยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า แม้กระแสเงินทุนไหลออกจะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดที่ปรับตัวขึ้นน้อยในภูมิภาคทันที เนื่องจากเงินทุนส่วนหนึ่งอาจถูกนำไปป้องกันความเสี่ยง ส่งกลับประเทศ หรือนำไปลงทุนนอกภูมิภาคเอเชีย แม้ว่าการปรับลดลงของมูลค่าหุ้นอาจดึงดูดให้นักลงทุนกลับเข้ามาในอนาคตก็ตาม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
