รีเซต

ภัยออนไลน์ 4 เดือนแรก เสียหายพุ่ง 6 พันล้าน เปิดโพย 5 กลโกงยอดฮิต พร้อมวิธีป้องกัน

ภัยออนไลน์ 4 เดือนแรก เสียหายพุ่ง 6 พันล้าน เปิดโพย 5 กลโกงยอดฮิต พร้อมวิธีป้องกัน
TNN ช่อง16
21 พฤษภาคม 2569 ( 15:52 )
12

“ภัยออนไลน์” ในปัจจุบันได้กลายเป็นวิกฤตใกล้ตัวที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล เพียงแค่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การเผลอกดลิงก์แปลกปลอม การโอนเงินด้วยความเร่งรีบ หรือการหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อ ก็สามารถทำให้สูญเสียทรัพย์สินได้ในพริบตา

ล่าสุด ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ได้เปิดเผยสถานการณ์ภัยไซเบอร์ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 พบว่ามีคดีแจ้งความออนไลน์สะสมสูงถึง 106,381 คดี และสร้างความเสียหายรวมกว่า 6,000 ล้านบาท พร้อมจัดอันดับ 5 พฤติกรรมการโกงของมิจฉาชีพที่ประชาชนต้องระวัง ดังนี้

เจาะลึก 5 กลโกงออนไลน์ยอดฮิตที่สร้างความเสียหายสูงสุด

มิจฉาชีพในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและกลวิธีอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดียของประชาชนเป็นช่องทางหลักในการหลอกลวง ซึ่งสรุปอ้างอิงตามสถิติได้ 5 อันดับแรก ดังนี้

1. หลอกขายสินค้าและบริการ (72,532 คดี | 67.68%)

ครองแชมป์ภัยออนไลน์อันดับ 1 ที่พบมากที่สุด คิดเป็นเกือบ 70% ของคดีทั้งหมด มิจฉาชีพมักสร้างโปรไฟล์ปลอม เพจร้านค้าปลอม หรือบัญชีอินสตาแกรม (IG) ปลอม เพื่อประกาศขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดเพื่อจูงใจ นอกจากนี้ยังพบการแอบอ้างเป็นบริษัทขนส่งสินค้า ส่งข้อความแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมหรือค่าพัสดุตกค้างผ่านลิงก์ปลอมเพื่อดักรับข้อมูลทางการเงิน

  • จุดสังเกต: สินค้าราคาถูกผิดปกติ, มีการเร่งรัดให้โอนเงินทันที และไม่มีหน้าร้านหรือข้อมูลผู้ขายที่สามารถตรวจสอบได้

2. หลอกจ้างงานหรือหารายได้พิเศษ (16,910 คดี | 15.89%)

กลโกงรูปแบบนี้มักมาในลักษณะการประกาศรับสมัครงานออนไลน์ อ้างว่าทำงานที่บ้านได้ รายได้ดี เช่น งานกดไลก์สินค้า รีวิวสินค้า หรือแพ็กของ โดยในช่วงแรกมิจฉาชีพจะโอนเงินค่าจ้างจริงเพื่อสร้างความเชื่อใจ จากนั้นจะเริ่มหลอกให้ลงทุนเพิ่ม หรืออ้างว่าต้องเติมเงินเข้าพอร์ตเพื่อปลดล็อกถอนรายได้ทั้งหมด สุดท้ายจะไม่สามารถถอนเงินคืนได้

  • จุดสังเกต: เสนอรายได้ที่สูงเกินจริง, มีเงื่อนไขให้โอนเงินหรือสำรองเงินก่อนทำงาน และอ้างผลตอบแทนที่รวดเร็วภายในไม่กี่วัน

3. หลอกโอนเงินรับรางวัล (6,673 คดี | 6.27%)

มักแพร่ระบาดในรูปแบบของข้อความ SMS หรือข้อความสั้นสุ่มส่งหาเหยื่อ แจ้งว่า "คุณคือผู้โชคดีได้รับรางวัลใหญ่" พร้อมแนบลิงก์ให้กดเพื่อยืนยันสิทธิ์ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อกดลิงก์ จะถูกหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ หรือถูกบังคับให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอันตราย (แอปฯ รีโมทดูดเงิน)

  • จุดสังเกต: ได้รับแจ้งว่าได้รางวัลทั้งที่ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรม, ลิงก์ที่แนบมามีลักษณะแปลกปลอม และมีการตั้งเงื่อนไขเวลาเพื่อเร่งให้กดยืนยันสิทธิ์

4. ข่มขู่แล้วหลอกให้โอนเงิน หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (6,324 คดี | 5.94%)

มิจฉาชีพจะใช้วิธีโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหรือองค์กรต่าง ๆ เช่น ตำรวจ, เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ (DSI), สำนักงาน ปปง. หรือพนักงานค่ายมือถือ โดยจะสร้างเรื่องราวที่น่าตกใจ เช่น อ้างว่าบัญชีธนาคารหรือพัสดุของท่านพัวพันกับคดีร้ายแรง การฟอกเงิน หรือสิ่งผิดกฎหมาย

  • จุดสังเกต: บังคับให้โอนเงินไปเพื่อ "ตรวจสอบเส้นทางการเงิน" หรือเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ, กำชับว่าเป็นคดีลับห้ามบอกใคร และหากมีการวิดีโอคอล ภาพหรือเสียงอาจมีความผิดปกติเนื่องจากใช้เทคโนโลยี AI (Deepfake)

5. หลอกให้กู้เงินออนไลน์ (3,942 คดี | 3.71%)

มิจฉาชีพจะลงโฆษณาเงินกู้นอกระบบผ่านโซเชียลมีเดียหรือแอปพลิเคชันเงินกู้เถื่อน โดยใช้คำโฆษณาชวนเชื่อ เช่น "อนุมัติไว ไม่เช็กเครดิตบูโร" เมื่อมีผู้สนใจติดต่อไป มิจฉาชีพจะเรียกเก็บเงินล่วงหน้า โดยอ้างว่าเป็น "ค่าดำเนินการ" "ค่าค้ำประกัน" หรือ "ค่าเปิดบัญชี" แต่หลังจากโอนเงินไปแล้วกลับไม่ได้รับเงินกู้จริง

  • จุดสังเกต: มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมก่อนการอนุมัติเงินกู้, ไม่มีที่ตั้งบริษัทหรือการจดทะเบียนทางกฎหมายที่ชัดเจน และใช้บัญชีธนาคารชื่อบุคคลธรรมดาในการรับโอนเงิน

แนวทางป้องกันตนเอง ยึดหลักความปลอดภัย "4 ไม่"

เพื่อลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อของขบวนการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ประชาชนสามารถนำแนวคิดปฏิบัติ "4 ไม่" ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดังนี้

1. ไม่กดลิงก์แปลกปลอม: หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์ที่แนบมากับข้อความ SMS หรือข้อความจากคนไม่รู้จัก

2. ไม่เชื่อคำโฆษณาเกินจริง: พึงระลึกไว้เสมอว่าไม่มีการลงทุนใดที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติในเวลาอันสั้น หรือการจ้างงานที่ง่ายแต่รายได้สูง

3. ไม่รีบโอนเงิน: ก่อนการโอนเงินทุกครั้ง ควรชะลอเวลาเพื่อตรวจสอบข้อมูล ชื่อบัญชี และความน่าเชื่อถือของผู้รับโอนอย่างละเอียด

4. ไม่โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา: หากเป็นการทำธุรกรรม ซื้อสินค้า หรือลงทุนกับองค์กร/บริษัท บัญชีปลายทางควรเป็นบัญชีในนามนิติบุคคลเท่านั้น และควรตรวจสอบรายชื่อบัญชีม้าก่อนโอนทุกครั้ง

ข้อแนะนำกรณีตกเป็นเหยื่อ: หากได้รับความเสียหายหรือสงสัยว่าตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สามารถติดต่อแจ้งเหตุและขอระงับบัญชีธนาคารได้ทันทีที่ สายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อระงับความเสียหายและเพิ่มโอกาสในการติดตามทรัพย์สินคืนได้อย่างทันท่วงที

ข่าวที่เกี่ยวข้อง