รีเซต

ไขความลับจีน? ทำไมเร่งกว้านซื้อ “โลหะเงิน” ทั่วโลก นำเข้าพุ่งสูงสุด เกิดอะไรขึ้นกันแน่ สัญญาณเตือนอะไรหรือไม่?

ไขความลับจีน? ทำไมเร่งกว้านซื้อ “โลหะเงิน” ทั่วโลก นำเข้าพุ่งสูงสุด เกิดอะไรขึ้นกันแน่ สัญญาณเตือนอะไรหรือไม่?
TNN ช่อง16
2 เมษายน 2569 ( 08:00 )
13

ทำไม "จีน" เร่งกว้านซื้อ “โลหะเงิน” สัญญาณขาดแคลนโลกกำลังมาหรือไม่? 


กระแสความเคลื่อนไหวของ “โลหะเงิน” หรือซิลเวอร์ กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองมากขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลก หลังจีนเร่งนำเข้าในระดับที่สูงผิดปกติ จนทำสถิติใหม่ในรอบหลายปี สะท้อนสัญญาณบางอย่างที่อาจลึกกว่าที่หลายคนคาดคิด


ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานศุลกากรจีนระบุว่า เพียงแค่ 2 เดือนแรกของปี 2569 จีนนำเข้าโลหะเงินไปแล้วกว่า 790 ตัน และเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์เดือนเดียว ตัวเลขพุ่งขึ้นไปเกือบ 470 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเดือนนี้ และเมื่อมองภาพรวม นี่คือระดับการนำเข้าที่สูงที่สุดในรอบ 8 ปี


คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันทีว่า จีนกำลังทำอะไร และสิ่งนี้กำลังส่งสัญญาณอะไรไปยังเศรษฐกิจโลก


คำตอบไม่ได้อยู่แค่เรื่อง “ราคา” หรือ “การเก็งกำไร” แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเงิน และนโยบายรัฐ


ในมิติแรก คือภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุด โลหะเงินอาจถูกมองว่าเป็นเพียงวัสดุสำหรับเครื่องประดับในสายตาของคนทั่วไป แต่ในโลกอุตสาหกรรมยุคใหม่ มันคือวัตถุดิบที่มีความสำคัญสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอิเล็กทรอนิกส์


แผงโซลาร์เซลล์หนึ่งแผงจำเป็นต้องใช้โลหะเงินเป็นส่วนประกอบในการนำไฟฟ้า และในวันที่โลกกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ความต้องการโลหะเงินจึงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังเป็นศูนย์กลางการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสัดส่วนมากกว่า 70–80% ของการผลิตทั่วโลก และอุตสาหกรรมนี้ใช้โลหะเงินมากกว่า 20% ของอุปทานทั้งหมด โซลาร์แต่ละแผงต้องใช้โลหะเงินประมาณ 10–20 กรัม นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่โรงงานในจีนเร่งกำลังการผลิต ความต้องการโลหะเงินจะพุ่งขึ้นทันที




สถานการณ์ในปัจจุบันสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน เมื่อผู้ผลิตโซลาร์ในจีนเร่งการผลิตล่วงหน้า ก่อนมาตรการยกเลิกคืนภาษีส่งออกจะมีผลในวันที่ 1 เมษายน 2026 ส่งผลให้ความต้องการโลหะเงินถูกเร่งขึ้นมาใช้ในช่วงต้นปีมากกว่าปกติ จากเดิมที่ควรจะกระจายการใช้ทั้งปี กลายเป็นการ “เร่งซื้อ เร่งใช้” ในระยะเวลาอันสั้น และผลลัพธ์ก็คือตัวเลขนำเข้าที่พุ่งสูงทันที


ขณะเดียวกัน อีกแรงหนุนสำคัญมาจากภาคการเงิน โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย ในช่วงที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง จนกลายเป็นสินทรัพย์ที่ “แพงเกินไป” สำหรับนักลงทุนจำนวนหนึ่ง


โลหะเงินจึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ เนื่องจากมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ยังมีราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า ส่งผลให้ความต้องการลงทุนในโลหะเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเอเชียและจีน ทั้งในรูปแบบแท่งเงินจริงและสัญญาซื้อขายล่วงหน้า


เมื่อความต้องการจากทั้งภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือภาวะ “ตึงตัวของอุปทาน” ซึ่งเริ่มสะท้อนออกมาในตลาดจริงแล้ว


หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนคือ ราคาซิลเวอร์ในตลาดภายในประเทศจีนที่ปรับตัวสูงกว่าราคาตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่เรียกว่า “Arbitrage” หรือการซื้อสินค้าจากตลาดที่ราคาถูกกว่า แล้วนำไปขายในตลาดที่มีราคาสูงกว่า เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา


ภาพนี้สามารถอธิบายได้ง่ายๆ เหมือนกับสถานการณ์สินค้าขาดตลาดในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ของในตลาดก็เริ่มหายไป และราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด


ฮ่องกง ซึ่งเป็นหนึ่งในประตูสำคัญของการค้าสินค้าเข้าสู่จีน กลายเป็นจุดที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจน โดยราคาซิลเวอร์ในฮ่องกงสูงกว่าตลาดโลกประมาณ 6–8 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งที่โดยปกติควรจะมีราคาถูกกว่า



ในระดับโลก ภาพของอุปทานก็เริ่มตึงตัวเช่นกัน ข้อมูลจาก London Bullion Market Association ระบุว่า สต๊อกโลหะเงินในคลังลอนดอนลดลงจากกว่า 1,100 ล้านออนซ์ในปี 2021 เหลือเพียงประมาณ 800 ล้านออนซ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ อย่าง COMEX ก็พบว่าสต๊อกที่พร้อมส่งมอบจริงลดลงเช่นเดียวกัน


ในฝั่งของความต้องการ ข้อมูลจาก The Silver Institute ระบุว่า การใช้โลหะเงินทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านออนซ์ต่อปี แต่ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โลกเริ่มใช้มากกว่าที่ผลิตได้ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดดุลประมาณ 100–200 ล้านออนซ์ต่อปี


สถานการณ์นี้สามารถเปรียบเทียบได้เหมือนกับรายได้ที่ไม่พอกับรายจ่าย เมื่อใช้มากกว่าที่มี ก็จำเป็นต้องดึงสต๊อกเก่ามาใช้ และเมื่อเวลาผ่านไป สต๊อกก็ย่อมลดลงเรื่อยๆ


สาเหตุสำคัญของความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก โดยการติดตั้งโซลาร์ทั่วโลกเติบโตเฉลี่ยปีละ 20–30%


ในขณะที่ดีมานด์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ฝั่งอุปทานกลับเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด เนื่องจากการผลิตจากเหมืองทั่วโลกขยายตัวเพียง 1–2% ต่อปี และการเปิดเหมืองใหม่ต้องใช้เวลานานถึงเกือบ 10 ปี อีกทั้งโลหะเงินจำนวนมากถูกใช้ในชิ้นส่วนขนาดเล็ก เช่น แผงวงจร ซึ่งยากต่อการรีไซเคิล ทำให้เมื่อถูกใช้งานแล้วแทบจะหายไปจากระบบ


เมื่อรวมทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน ภาพของการเคลื่อนไหวของจีนจึงเริ่มชัดเจนมากขึ้น หากคาดการณ์ว่าสินทรัพย์หนึ่งจะมีราคาสูงขึ้นในอนาคต การ “ซื้อเก็บล่วงหน้า” คือกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผล และจีนกำลังดำเนินกลยุทธ์นี้ในระดับประเทศ


ขณะเดียวกัน การที่นักลงทุนเริ่มเข้ามาในตลาดมากขึ้น ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทาน เมื่อ “ผู้ใช้จริง” และ “นักลงทุน” เข้ามาพร้อมกัน สถานการณ์ของตลาดยิ่งตึงตัว และราคาก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง


คำถามสำคัญหลังจากนี้คือ หากประเทศอื่นเริ่มมองเห็นแนวโน้มเดียวกัน และเร่งสะสมทรัพยากรเช่นเดียวกับจีน โลกอาจกำลังเข้าสู่การแข่งขันครั้งใหม่ในทรัพยากรที่เคยถูกมองข้าม


เพราะในวันนี้ โลหะเงินอาจไม่ใช่แค่สินค้าสำหรับเครื่องประดับอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง