รีเซต

คนไทยอ้วนพุ่งเกือบครึ่งประเทศเผย 45% เผชิญ โรคอ้วน

คนไทยอ้วนพุ่งเกือบครึ่งประเทศเผย 45% เผชิญ โรคอ้วน
TNN ช่อง16
4 มีนาคม 2569 ( 13:01 )
16

วันโรคอ้วนโลก (World Obesity Day) ตรงกับวันที่ 4 มีนาคมของทุกปี จัดขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่า “โรคอ้วน” คือโรคเรื้อรังที่ห้ามละเลย

โดยปัจจุบันโรคอ้วนเป็นวิกฤตสุขภาพที่รุนแรงไปทั่วโลก ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ระบุว่า จากการสำรวจในปี 2568 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 45%

เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าหลายคนยังเข้าใจว่าโรคอ้วนเป็นเพียงปัญหาเรื่องรูปร่าง แต่แท้จริงเป็นโรคที่ทำร้ายทั้งระบบฮอร์โมน การเผาผลาญ และการทำงานของอวัยวะสำคัญ ซึ่งหากปล่อยไว้นานไม่รักษา อาจนำสู่ภาวะแทรกซ้อน ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหนักที่สุดอาจทำให้หัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต

วันนี้ นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก รพ.วิมุต จะมาแชร์ว่าพฤติกรรมแบบไหนที่เสี่ยง “โรคอ้วน” ไม่รู้ตัว พร้อมสัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย และแนวทางในการปรับไลฟ์สไตล์วันละนิด แต่พิชิตโรคอ้วน และเปลี่ยนชีวิตได้จริง

“โรคอ้วน” ภัยเงียบที่ทำร้ายทั้งรูปร่างและระบบในร่างกาย

โรคอ้วน หรือภาวะน้ำหนักตัวเกิน คือการที่ร่างกายสะสมปริมาณไขมันมากเกินไป จนรูปร่างไม่สมดุล แถมยังสร้างความผิดปกติต่อระบบในร่างกาย ทั้งการที่ฮอร์โมนผิดปกติจากการดื้อเลปติน ทำให้สมองไม่สั่งการว่ารู้สึกอิ่ม แม้ร่างกายจะมีพลังงานเหลือ

รวมถึงการที่ไขมันปล่อยสารอักเสบออกมาทำร้ายระบบหัวใจและหลอดเลือด และการที่ร่างกายต่อต้านการลดน้ำหนัก ด้วยการลดการเผาผลาญ และกระตุ้นความหิว เพื่อดึงน้ำหนักกลับไปที่จุดสมดุล หรือน้ำหนักเดิมของเรา

“โรคอ้วน” จุดเริ่มต้นของเบาหวาน ความดันสูง และหัวใจล้มเหลว

นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล เล่าว่า “การเป็นโรคอ้วน อาจทำให้เกิดโรคร่วมหลายอย่าง เริ่มจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพราะเซลล์ไขมันที่ขยายตัวจะเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน จนตับอ่อนทำงานหนัก และควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้

ถัดมาคือความดันโลหิตสูง เพราะโรคอ้วนกระตุ้นร่างกายให้กักเก็บน้ำและเกลือมากเกินจำเป็น ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว จนความดันในเลือดเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ โรคอ้วนยังทำให้ไขมันในเลือดผิดปกติ โดยมักพบไตรกลีเซอไรด์สูง ไขมันดี (HDL) ลดลง และไขมันเลว (LDL) เปลี่ยนเป็นชนิดที่เกาะผนังหลอดเลือดได้ง่าย ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบเร็ว หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น และหากไม่รักษาในระยะยาว อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้”


อาหารแปรรูป - นั่งแช่นาน - เครียดเรื้อรัง - นอนน้อย พฤติกรรมเสี่ยง “โรคอ้วน”

โรคอ้วนมักเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงที่คนยุคนี้จำนวนมากทำอยู่เป็นประจำ ได้แก่ การบริโภคอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods) เช่น ไส้กรอก ขนมขบเคี้ยว และอาหารแช่แข็ง ซึ่งมีส่วนกระตุ้นสมองให้รู้สึกอยากกินมากขึ้น และรู้สึกอิ่มช้าลง

ถัดมาคือการนั่งทำงานต่อเนื่องนานเกิน 6–8 ชั่วโมง ที่ทำให้ระบบเผาผลาญและการกำจัดไขมันไม่มีประสิทธิภาพ

ส่วนความเครียดเรื้อรัง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยง เพราะยิ่งเครียด สมองก็ยิ่งโหยหาอาหารมากินเพื่อผ่อนคลาย

และหากนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน จะไปกระตุ้นฮอร์โมนความหิว และทำให้อินซูลินทำงานไม่ดี ทำให้น้ำตาลสะสมในเลือดได้นานขึ้น

หากทำพฤติกรรมเหล่านี้ซ้ำ ๆ โดยไม่ปรับตัว จะทำให้เกิดโรคอ้วนในที่สุด

ส่องสัญญาณเตือน “โรคอ้วน” ที่ต้องรีบพบแพทย์ด่วนก่อนสาย

“ผู้ป่วยโรคอ้วนที่เริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ ทำกิจกรรมเบา ๆ ก็หอบ ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดผิดปกติ ปวดเข่าหรือปวดข้อเรื้อรัง นอนกรนเสียงดัง หรือสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

เป็นสัญญาณว่าโรคอ้วนกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และเสี่ยงเป็นโรคร่วมตามมา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในระยะยาว

นอกจากนี้ คนที่มี BMI เกิน 23 มีค่าความดันโลหิตสูง หรือมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรมาตรวจคัดกรอง แม้จะยังไม่มีอาการ” นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อธิบาย

เริ่มพิชิต “โรคอ้วน” ลดน้ำหนักเพียง 5–10% เปลี่ยนชีวิตได้

การวินิจฉัยโรคอ้วนที่ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก รพ.วิมุต จะประเมินทั้งค่า BMI ควบคู่กับความรุนแรงของโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันสูง และคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่ยังไม่แสดงอาการ อย่างไขมันพอกตับ

เมื่อประเมินครบแล้ว แพทย์จะรักษาแบบ Health-Centered ซึ่งเน้นลดความเสี่ยงโรคร่วม มากกว่าตัวเลขบนตาชั่ง โดยตั้งเป้าลดน้ำหนักเพียง 5–10% ของน้ำหนักเริ่มต้น ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดความเสี่ยงโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับวิธีการรักษา แพทย์จะใช้การปรับโภชนาการ วางแผนออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และใช้ยาควบคุมน้ำหนักในรายที่จำเป็น

ส่วนในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจพิจารณาการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ โดยทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพราะโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องติดตามระยะยาว

“โรคอ้วนเป็นโรคที่มีแนวโน้มกลับมาเป็นซ้ำ และสร้างภาระให้คนไข้ ทั้งต้องใช้ยาต่อเนื่อง ต้องลางานไปพบแพทย์ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง

ดังนั้น อยากให้ป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เริ่มจากขยับร่างกายให้มากขึ้น เดินให้ได้วันละ 30 นาที และลดการกินของหวานให้น้อยลง

พร้อมกับไปตรวจสุขภาพทุกปี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงก่อนอันตราย หากเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ ชีวิตก็ดีขึ้นได้เลย” นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล กล่าวทิ้งท้าย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง