"คลัง" หั่น GDP ปี 2568 เหลือโตแค่ 2.2% จากเดิม 2.4% ส่วนปี 2569 คงตัวเลขเดิม คาดโตที่ 2.0%

คลัง หั่น GDP ปี 2568 เหลือโตแค่ 2.2% จากเดิม 2.4% ส่วนปี 2569 คงตัวเลขเดิม คาดโตที่ 2.0%
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ลงเหลือโต 2.2% จากเดิมที่เคยประมาณการไว้เมื่อเดือนต.ค.68 ที่คาดโต 2.4%
ปัจจัยมาจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/68 อย่างเป็นทางการ ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงนั้นอยู่ที่เพียง 1.2% ต่ำกว่าที่ สศค.ได้คาดไว้ ส่งผลทำให้ค่าเฉลี่ยปี 2568 ลดลงจากเดิม ประกอบกับตัวเลขภาคการผลิตในเดือน ต.ค. และ พ.ย.68 ชะลอตัว อันเนื่องจากปัจจัยพิเศษ คือการปิดซ่อมโรงกลั่น แต่ทั้งนี้ คาดว่าไตรมาส 4 สถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้น จากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 68 ขยายตัวที่ 2.2%
นอกจากนี้ทาง สศค.ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ไว้ที่ 2.0% เท่ากับประมาณการเดิม โดยเชื่อว่าสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวดีขึ้นจากปีก่อน 7% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยว 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 68 ซึ่งอยู่ที่ 33 ล้านคน นอกจากนี้ ภาคส่งออกยังมีแรงส่งต่อเนื่อง อย่างน้อยในช่วงต้นปี ขณะที่ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่านบีโอไอยังอยู่ในระดับที่สูง
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในปี 2569 นี้ มีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่อาจล่าช้า และจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2569
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจไทย กำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัว และการปรับฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/68 จะมีการฟื้นตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวเพียง 1.2% โดยได้รับปัจจัยขับเคลื่อนหลัก จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจ อาทิ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน” ที่ทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัว 3.3% ประกอบกับภาคการส่งออก ที่ขยายตัวได้ดีเกินคาดถึง 12.7% จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการเติบโตในตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดีย และจีน
ขณะที่การบริโภคภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 0.5% ส่วนการลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 6.9% จากผลของการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 (ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีปฏิทิน 2568) และการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าขยายตัว 2.9%
นายวินิจ ระบุว่า แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา จะเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และปัจจัยชั่วคราวในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว ตามการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน แต่นโยบายการคลังได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตได้สูงกว่าช่วงไตรมาสที่ 3/68
ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของปี 68 อยู่ที่ -0.1% เนื่องจากราคาพลังงานลดลง จากทั้งค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงตามนโยบายของภาครัฐ และราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะเกินดุล 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.8% ของ GDP
ขณะเดียวกันทิศทางของเศรษฐกิจไทยปีนี้ ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่า กระทรวงการคลัง คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 2.0% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.5 -2.5%) แม้ภาคการส่งออก จะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสามารถประคองตัวได้ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเล็กน้อยที่ 1% ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลง ตามทิศทางปริมาณการค้าโลก และผลของฐานที่สูงในปี 2568
อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปสงค์ภายในประเทศ และภาคบริการอย่างชัดเจน โดยภาคการท่องเที่ยวจะเป็นกลไกหลัก โดยคาดว่าในปี 69 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับสูง ที่จำนวน 35.5 ล้านคน สนับสนุนให้รายได้ภาคบริการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน ที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.5% และการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัว 3.2% จากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้น หลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน
ด้านการบริโภคภาครัฐ ขยายตัว 1.3% ขณะที่การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะหดตัว -1.7% เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้การเริ่มบังคับใช้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด และอาจออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่าย เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวในระยะต่อไป
ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 69 จะพลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อย อยู่ที่ 0.3% ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัด จะเกินดุล 12.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.0% ของ GDP
ทั้งนี้ ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ดังกล่าว ขึ้นกับสมมติฐานสำคัญ ดังนี้ เศรษฐกิจโลก คาดขยายตัวได้ 3.1%, อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ เฉลี่ยทั้งปีที่ระดับ 32 บาท/ดอลลาร์, ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยทั้งปีที่ 57.50 ดอลลาร์/บาร์เรล จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.5 ล้านคน และรายจ่ายภาคสาธารณะ อยู่ที่ 4.38 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ
1. ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออก
2. ความเปราะบางทางการเงิน ระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังสูง ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของการบริโภค และการลงทุน
3. เสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ นายวินิจ กล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลัง จะให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้ยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบ เพื่อขยายฐานภาษี และการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต
ขณะเดียวกัน ยังตระหนักถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะการเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ เนื่องจากรูปแบบการผลิตเดิม อาจไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบโตในอนาคต จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) และการยกระดับนวัตกรรม ให้ตอบโจทย์กับห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
