RATCH เดินหน้าลงทุนหนุนโตครึ่งปีหลังปี 2026 เล็งผลิตไฟป้อน Data Center ลุยธุรกิจ SAF

นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตกว่าช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากบริษัทจะมีโรงไฟฟ้าอยู่ระหว่างการก่อสร้างและแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 4//จ/2026 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ NPSI ในประเทศฟิลิปปินส์ ขนาดกำลังการผลิตรวม 145 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 71.05 เมกะวัตต์) และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำซองเกียง 1 ในประเทศเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิต 5.5 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาขายสินทรัพย์โรงไฟฟ้าที่ราชบุรี ซึ่งกำลังจะหมดอายุสัญญา PPA จำนวน 3 ยูนิตออกไป ซึ่งถ้าได้ราคาดีก็สามารถบีนทุกรายได้เข้ามาได้ทันที หรืออาจพิจารณาโมเดลธุรกิจใหม่เพื่อพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี อย่างการผลิตไฟฟ้าป้อนธุรกิจ Data Center หากนโยบายกำกับดูแลธุรกิจ Data Center ของภาตรัฐไม่เกิดขึ้น และได้ประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่คุ้มค่า ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ประกอบการธุรกิจ Data Center ระดับไฮเปอร์สเกลเลอร์หลายราย รวมทั้งการเดินหน้าลงทุนในธุรกิจตามแผนและธุรกิจใหม่ๆ
สำหรับปี 2026 บริษัทตั้งเป้า EBITDA ไว้ที่ระดับ 15,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าทำได้อย่างแน่นอน หลังจากในช่วงครึ่งปีแรกสามารถทำได้แล้วประมาณ 7,620 ล้านบาท และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังโครงการใหม่ๆที่เข้ามาช่วยหนุนอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ เตรียมงบลงทุนปี 2026 ไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินลงทุนสำหรับพัฒนาโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างตามแผน (Pipeline) ประมาณ 4,000 ล้านบาท และเงินสำรองสำหรับดีลการเข้าลงทุนควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ประมาณ 3,000 ล้านบาท รวมถึงเงินที่เตรียมไว้ลงทุนในธุรกิจใหม่ราว 3,000 ล้านบาท
ด้านการลงทุนบริษัทได้เตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย โดยตั้งเป้าหมายที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ครอบคลุมทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล
ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็สนใจที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Energy) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ โดยบริษัทได้ดำเนินการสรรหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเป็นที่ตั้งโครงการ รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ส่วนแผน M&A โครงการใหม่ บริษัทยังมองโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซีย ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย (RUPTL) โดยได้เตรียมแผนโครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าไพตัน ในชวาตะวันออก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ เพราะมีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และศักยภาพในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าชวา-บาหลี
รวมทั้งได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ขนาด 200 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็น กำลังการผลิต 140 เมกะวัตต์ ในเมืองบาตัมด้วย
และบริษัทยังมีแผนขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มเติม จากเดิมที่มีกำลังผลิตอยู่ราว 2.02 เมกะวัตต์ เนื่องจากมองภาวะเศรษฐกิจประเทศญี่ปุ่นยังเติบโตได้ ประกอบกับจังหวะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง จึงกลายเป็นที่มาให้บริษัทอยากเข้าไปลงทุนมากขึ้น แม้จะมีหลายบริษัทลดการลงทุนและออกจากญี่ปุ่นก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าในการเจรจาเข้าร่วมลงทุนโครงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในประเทศตุรกี ซึ่งมีกำลังผลิต 100,000 ตันต่อปี โดยเบื้องต้นอยู่ระหว่างเจรจาในเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นและราคาซื้อขายหุ้น เพื่อรองรับการเติบโตของ SAF ที่มีดีมานด์สูงขึ้น คาดว่าจะมีความชัดเจนได้ภายในช่วงปลายปี 2026 นี้ หรือต้นปี 2027
“บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางกลยุทธ์ที่กำหนด เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากครึ่งแรกปีนี้มีมีรายได้รวม 26,015 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,628 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 1.21 บาท โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA ปีนี้ให้ได้ถึง 15,000 ล้านบาท พร้อมทั้งยังได้จัดสรรงบลงทุนไว้จำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโครงการเดิมที่ลงทุนแล้ว และโครงการใหม่ ๆ ซึ่งการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โครงการที่อยู่ในมือ (Pipeline) มีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจ และยังได้ขับเคลื่อนโรดแมปการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ด้วย” นายนิทัศน์ กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
