รีเซต

OpenAI เตรียมเปิดตัวบนคอมพิวเตอร์ Desktop รวบรวม ChatGPT, Codex และเบราว์เซอร์ Atlas

OpenAI เตรียมเปิดตัวบนคอมพิวเตอร์ Desktop รวบรวม ChatGPT, Codex และเบราว์เซอร์ Atlas
TNN ช่อง16
24 มีนาคม 2569 ( 02:08 )
8

วันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา บริษัท OpenAI ประกาศเตรียมรวบรวมผลิตภัณฑ์ยอดนิยมอย่าง ChatGPT, แพลตฟอร์มสำหรับเขียนโค้ด Codex และเว็บเบราว์เซอร์ Atlas เข้าด้วยกันเป็นซูเปอร์แอป (Superapp) บนเดสก์ท็อปเพียงแอปเดียว 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ตอกย้ำถึงการปรับกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการเปลี่ยนผ่านจากการเน้นกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป สู่การเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กรและนักพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเต็มรูปแบบ

โดยตามรายงานอ้างอิงจากบันทึกภายในของฟิดจิ ซิโม (Fidji Simo) หัวหน้าฝ่ายแอปพลิเคชันของ OpenAI ระบุว่า "การพัฒนาเครื่องมือแบบแยกส่วนย่อย ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การทำงานของบริษัทช้าลงและยากต่อการรักษามาตรฐานคุณภาพ"

โดยซูเปอร์แอปบนเดสก์ท็อปนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อลดความซับซ้อนและมอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นยิ่งขึ้น โดยโปรเจกต์นี้อยู่ภายใต้การดูแลชั่วคราวของเกร็ก บร็อคแมน (Greg Brockman) ประธานบริษัท OpenAI เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ขณะที่ฟิดจิ ซิโมจะเป็นผู้นำทีมขายเพื่อผลักดันซูเปอร์แอปนี้สู่ตลาดการค้า

อย่างไรก็ตาม สำหรับ ChatGPT บนแอปพลิเคชันมือถือจะยังคงให้บริการตามปกติและไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

การตัดสินใจควบรวมแอปและโฟกัสในสิ่งที่กำลังเติบโตได้ดีอย่างแพลตฟอร์ม Codex นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันที่ดุเดือด โดยเฉพาะจากบริษัท Anthropic ที่กำลังมาแรงในหมู่นักพัฒนาด้วย Claude Code

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มของ Ramp ที่จัดอันดับบริการ AI ระบุว่า ปัจจุบันบริษัท Anthropic สามารถเอาชนะ OpenAI ในการปิดดีลลูกค้าระดับองค์กรรายใหม่ ๆ ได้ถึงประมาณ 70%

ฟิดจิ ซิโม (Fidji Simo) ยังได้เน้นย้ำกับพนักงานว่าบริษัท OpenAI จำเป็นต้องเลิกเสียเวลากับ เควสรอง (Side quests) หรือโปรเจกต์อื่น ๆ ที่ทำให้หลุดโฟกัส

ความโดดเด่นของซูเปอร์แอปตัวนี้ คือ การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Agentic AI ซึ่งไม่ใช่แค่แชตบอตถามตอบทั่วไป แต่เป็นระบบ AI ที่สามารถทำงานที่ซับซ้อนแบบอัตโนมัติบนอุปกรณ์ของผู้ใช้งานได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนและแก้ไขซอฟต์แวร์ วิเคราะห์ข้อมูล หรือทำตามขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนได้ด้วยตัวเอง

ผู้บริหารของบริษัท OpenAI ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าจะต้องเปลี่ยนฐานผู้ใช้งาน ChatGPT ที่ปัจจุบันทะยานทะลุ 900 ล้านคนต่อสัปดาห์ (ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026) ให้กลายเป็นผู้ใช้งานที่ต้องการการประมวลผลขั้นสูง (High-compute users) โดยมุ่งเปลี่ยน ChatGPT ให้กลายเป็นเครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างแท้จริง

ถึงแม้ทิศทางใหม่นี้จะดูทรงพลัง แต่สันจิต วีร์ โกเกีย (Sanchit Vir Gogia) หัวหน้านักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยการตลาด Greyhound Research ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงสำคัญว่า การพยายามรวบรวมการทำงานสำหรับผู้ใช้ทั่วไป นักพัฒนา และลูกค้าระดับองค์กรไว้ในหน้าต่างเดียวกัน อาจทำให้ OpenAI สูญเสียความเรียบง่ายในการใช้งาน ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ทำให้ ChatGPT ครองตลาดมาได้จนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ ซูเปอร์แอปที่ใช้ Agentic AI ยังก่อให้เกิดความท้าทายใหม่แก่ทีมไอทีขององค์กร นั่นคือ การควบคุมและการกำกับดูแล เนื่องจากระบบสิทธิการเข้าถึงขององค์กรยังไม่รองรับการทำงานของ AI ที่ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ แทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ ช่องโหว่ตรงนี้อาจกลายเป็นความเสียเปรียบของ OpenAI เมื่อเทียบกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ Google ที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการตัวตนและความปลอดภัยระดับองค์กรที่พร้อมสรรพกว่า

บทสรุปของการแข่งขันครั้งนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสร้างแชตบอตที่เก่งที่สุด แต่อยู่ที่ว่าแพลตฟอร์มของใครจะสามารถได้รับความไว้วางใจให้เป็นศูนย์กลางในการทำงานขององค์กรได้อย่างแท้จริง 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง