รีเซต

นักโบราณคดีพบกองฟืนพิธีเผาศพเก่าแก่ที่สุดในโลก อายุกว่า 9,500 ปี

นักโบราณคดีพบกองฟืนพิธีเผาศพเก่าแก่ที่สุดในโลก อายุกว่า 9,500 ปี
TNN ช่อง16
5 มกราคม 2569 ( 07:47 )
11

วันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา นักโบราณคดีนานาชาติเปิดเผยการค้นพบหลักฐานการเผาศพ (Cremation) ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในทวีปแอฟริกา จากพื้นที่บริเวณฐานภูเขาโฮรา (Mount Hora) ทางตอนเหนือของประเทศมาลาวี นับเป็นการค้นพบที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมทางสังคม ระบบความเชื่อ และพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของกลุ่มมนุษย์พรานล่าสัตว์ในยุคหิน ซึ่งเดิมเคยถูกมองว่ามีรูปแบบทางวัฒนธรรมที่เรียบง่ายกว่าที่ปรากฏในปัจจุบัน

รายงานการค้นพบดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Science Advances โดยระบุว่ากองฟืนเผาศพที่พบมีอายุเก่าแก่ราว 9,500 ปี และถือเป็นกองฟืนเผาศพ (Pyre) ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างตั้งใจและยังคงอยู่ในสภาพเดิม ณ จุดที่พบ (in situ) ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก 

แม้ก่อนหน้านี้นักโบราณคดีจะเคยค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ที่มีร่องรอยการถูกไฟไหม้ในออสเตรเลีย ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึงประมาณ 40,000 ปี แต่กรณีดังกล่าวยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการเผาศพในลักษณะพิธีกรรมอย่างเป็นระบบ แตกต่างจากการค้นพบที่ภูเขาโฮรา ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนของการจัดการพื้นที่และเชื้อเพลิงเพื่อการเผาศพโดยเฉพาะ

จากการขุดค้น นักวิจัยพบเศษชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ประมาณ 170 ชิ้น ฝังอยู่ในชั้นเถ้าถ่านที่มีความหนาแน่นสูง การวิเคราะห์ทางมานุษยวิทยาระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นสตรีวัยผู้ใหญ่ มีความสูงไม่เกิน 5 ฟุต หรือราว 150 เซนติเมตร และมีอายุอยู่ในช่วงประมาณ 18 ถึง 60 ปี หลักฐานบนกระดูกเผยให้เห็นรายละเอียดที่สะท้อนถึงพิธีกรรมศพที่มีความซับซ้อนอย่างน่าทึ่ง

ประการแรก นักวิจัยพบร่องรอยการตัดบนกระดูกแขนและขา ซึ่งบ่งชี้ถึงการเตรียมร่างก่อนการเผา อาจเป็นการแล่เนื้อหรือการแยกชิ้นส่วนร่างกายตามพิธีกรรม

ประการที่สอง ไม่พบฟันหรือชิ้นส่วนของกะโหลกศีรษะรวมอยู่ในกองเถ้าถ่าน ทำให้นักวิชาการตั้งข้อสันนิษฐานว่า ศีรษะของผู้ตายอาจถูกถอดออกก่อนการเผา เพื่อนำไปเก็บรักษาเป็นวัตถุแทนตัวบุคคล หรือใช้ประกอบพิธีบูชาบรรพบุรุษในสถานที่อื่น 

ประกาศที่สาม พบลักษณะของการไหม้บนกระดูกยังบ่งชี้ว่าร่างถูกนำมาเผาในช่วงเวลาไม่นานหลังการเสียชีวิต ก่อนที่กระบวนการเน่าเปื่อยจะเริ่มต้นขึ้น

ในด้านโครงสร้างของกองฟืน นักโบราณคดีระบุว่ากองฟืนเผาศพมีขนาดใกล้เคียงกับที่นอนหนึ่งหลัง และไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของคนในชุมชน ต้องมีการรวบรวมฟืนและหญ้าแห้งน้ำหนักรวมมากกว่า 30 กิโลกรัม หรือประมาณ 66 ปอนด์ มาใช้เป็นเชื้อเพลิง นักโบราณคดีใช้การตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ยังพบหลักฐานของการเติมเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอุณหภูมิการเผาให้สูงกว่า 500 องศาเซลเซียสตลอดช่วงพิธีกรรม ซึ่งสะท้อนถึงความรู้ด้านการควบคุมไฟและการวางแผนอย่างเป็นระบบ

พื้นที่บริเวณภูเขาโฮรา ซึ่งเป็นภูเขาหินแกรนิตที่โดดเด่นขึ้นมากลางที่ราบโดยรอบ ยังถูกมองว่ามีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง แม้ว่าพิธีกรรมการเผาศพจะมีความแตกต่างจากรูปแบบการฝังศพตามปกติที่พบในพื้นที่นี้มาเป็นเวลาหลายพันปี แต่หลักฐานทางโบราณคดีกลับชี้ว่า ชุมชนในยุคต่อมายังคงเดินทางกลับมาจุดไฟซ้ำบริเวณหลุมเผาศพเดิมอย่างต่อเนื่องยาวนานอีกหลายศตวรรษ การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้ถูกจดจำและถ่ายทอดต่อกันในฐานะพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือ “ความทรงจำร่วม” ของกลุ่มคนยุคก่อนประวัติศาสตร์

นักโบราณคดีมองว่าการค้นพบครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทำลายสถิติด้านอายุของหลักฐานการเผาศพเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันว่า มนุษย์ในยุคหินมีระบบความเชื่อที่ลึกซึ้ง มีโครงสร้างทางสังคมที่ซับซ้อน และมีวิธีการจัดการกับความตายที่เต็มไปด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์มากกว่าที่เคยประเมินไว้

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ กองฟืนเผาศพที่ภูเขาโฮราอาจถูกมองเสมือนอนุสาวรีย์แห่งเปลวเพลิงที่ดำรงอยู่ผ่านกาลเวลามาเกือบหนึ่งหมื่นปี มันไม่ใช่เพียงสถานที่สำหรับกำจัดร่างผู้เสียชีวิต แต่เป็นเวทีที่สมาชิกในชุมชนร่วมกันแสดงออกถึงความรัก ความเคารพ และการธำรงรักษาความทรงจำที่มีต่อผู้จากไปอย่างมีระบบ ตั้งใจ และเปี่ยมด้วยความหมายทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง