รีเซต

เหตุรุนแรงในโรงเรียน ป้องกันอย่างไร? เมื่อความเสี่ยงต้องจัดการทั้งระบบ

เหตุรุนแรงในโรงเรียน ป้องกันอย่างไร? เมื่อความเสี่ยงต้องจัดการทั้งระบบ
TNN ช่อง16
7 สิงหาคม 2569 ( 19:35 )



เหตุรุนแรงภายในโรงเรียนที่เกิดขึ้นในวันนี้ กลายเป็นอีกเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมหันกลับมาให้ความสำคัญกับมาตรการดูแลความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน โดยรายละเอียดของเหตุ ทั้งจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ตลอดจนแรงจูงใจและปัจจัยที่นำไปสู่เหตุการณ์ จำเป็นต้องรอการยืนยันจากตำรวจ หน่วยงานสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อน

ขณะเดียวกัน การป้องกันเหตุรุนแรงในสถานศึกษาเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาหลายด้าน ไม่ควรสรุปว่าเกิดจากปัญหาของเด็กคนใดคนหนึ่ง หรือใช้ภาวะทางสุขภาพจิตเป็นคำอธิบายโดยไม่มีผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจมีปัจจัยเสี่ยงหลายส่วนประกอบกัน

การเข้าถึงอาวุธ หนึ่งในปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุถึงการเข้าถึงอาวุธปืนในฐานะปัจจัยเสี่ยงด้านความรุนแรงระดับชุมชนและสังคม โดยแนวทางป้องกันครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมการเข้าถึงอาวุธของเด็กและเยาวชน ระบบอนุญาต ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมาย

สำหรับครอบครัวที่มีอาวุธอยู่ภายในบ้าน การจัดเก็บอาวุธและกระสุนอย่างปลอดภัย รวมถึงป้องกันไม่ให้เด็กสามารถนำไปใช้ได้ ถือเป็นอีกมาตรการสำคัญ ขณะที่ภาครัฐจำเป็นต้องเดินหน้ากำกับดูแลทั้งอาวุธที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง



 

สัญญาณเตือนต้องมีระบบรับฟังและประเมิน

ความเครียด การถูกกลั่นแกล้ง ความขัดแย้ง การแยกตัวออกจากสังคม การข่มขู่ หรือการพูดถึงการแก้แค้น ไม่สามารถใช้ยืนยันว่าเด็กคนหนึ่งจะก่อเหตุรุนแรงได้ แต่หากพบพฤติกรรมที่น่ากังวล ควรมีช่องทางให้เด็ก ครู เพื่อน และครอบครัวสามารถแจ้งข้อมูล พร้อมเข้าสู่กระบวนการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างเหมาะสม

แนวทางดังกล่าวควรมุ่งช่วยเหลือและป้องกันก่อนเกิดเหตุ มากกว่าการใช้มาตรการทางวินัยเพียงอย่างเดียว รวมถึงเชื่อมการทำงานระหว่างผู้ปกครอง โรงเรียน บุคลากรด้านสุขภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อพบความเสี่ยง

ปัญหาบูลลี่ต้องจัดการ แต่ไม่ควรเหมารวม

การกลั่นแกล้งในโรงเรียนเป็นอีกปัญหาที่ต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำการถูกกลั่นแกล้งมาอธิบายว่าเป็นสาเหตุโดยตรงของการก่อเหตุรุนแรง หรือสร้างภาพว่าผู้ถูกกลั่นแกล้งมีแนวโน้มเป็นอันตราย

ข้อมูลการสำรวจในกลุ่มนักเรียนไทยอายุ 13–15 ปีที่เคยมีการเผยแพร่ ระบุว่า 29% เคยถูกกลั่นแกล้งในช่วง 1 เดือนก่อนการสำรวจ ขณะที่ 26% เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทะเลาะวิวาททางกายในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวทำให้การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในโรงเรียนยังเป็นงานสำคัญ

โรงเรียนจึงควรมีช่องทางร้องเรียนที่คุ้มครองผู้แจ้ง ระบบช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ รวมถึงมาตรการจัดการพฤติกรรมของผู้กระทำอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งสะสมหรือถูกมองข้าม

สุขภาพจิตต้องเข้าถึงง่าย ไม่ตีตราเด็ก

อีกส่วนที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน คือบริการด้านสุขภาพจิตสำหรับเด็กและเยาวชน ตั้งแต่การคัดกรอง การให้คำปรึกษา ไปจนถึงระบบส่งต่อเมื่อพบความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น

UNICEF เคยให้ความสำคัญกับการเพิ่มความรู้ด้านสุขภาพจิตแก่ครูและผู้ปกครอง เพื่อช่วยให้สามารถสังเกตและให้ความช่วยเหลือเด็กที่เผชิญความรุนแรงหรือการกลั่นแกล้งได้เร็วขึ้น โดยการขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตควรเป็นกระบวนการปกติที่เด็กสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ถูกตีตรา


5 แนวทางลดความเสี่ยงเหตุรุนแรงในโรงเรียน

แนวทางป้องกันจำเป็นต้องดำเนินการพร้อมกันหลายระดับ ได้แก่ การควบคุมและจัดเก็บอาวุธอย่างปลอดภัย ป้องกันเด็กเข้าถึงปืนและกระสุน การจัดตั้งระบบประเมินภัยคุกคามในโรงเรียน การพัฒนามาตรการป้องกันการกลั่นแกล้ง การเพิ่มช่องทางคัดกรองและส่งต่อด้านสุขภาพจิต รวมถึงการจัดทำแผนฉุกเฉินที่สามารถนำมาใช้ได้จริง

แผนฉุกเฉินควรครอบคลุมระบบแจ้งเตือน แนวทางนำเด็กออกจากพื้นที่เสี่ยงหรือหลบภัย การประสานเจ้าหน้าที่ การสื่อสารข้อมูลกับผู้ปกครอง ตลอดจนการดูแลสภาพจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากรภายหลังเหตุการณ์

เหตุรุนแรงในสถานศึกษาจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างครอบครัว โรงเรียน ชุมชน หน่วยงานสาธารณสุข ตำรวจ และหน่วยงานภาครัฐ การตรวจพบความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรก พร้อมมีระบบรับแจ้ง ประเมิน และช่วยเหลืออย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสหยุดเหตุได้ก่อนนำไปสู่ความสูญเสีย

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากตำรวจและหน่วยงานราชการเป็นหลัก พร้อมหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือรายละเอียดที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง