รีเซต

ยูเครนจัดสวนสนามโดรนครั้งแรกของโลก พลิกโฉมสงครามยุคใหม่

ยูเครนจัดสวนสนามโดรนครั้งแรกของโลก พลิกโฉมสงครามยุคใหม่
TNN ช่อง16
27 สิงหาคม 2569 ( 17:23 )
11

วันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมากรุงเคียฟได้จัดสิ่งที่ยูเครนเรียกว่าขบวนสวนสนามโดรนครั้งแรกของประเทศ และอาจเป็นครั้งแรกของโลก โดยนำระบบไร้คนขับทางบก ทางทะเล และทางอากาศเกือบ 100 ระบบออกแสดงต่อสาธารณะ แทนภาพที่โลกคุ้นเคยจากสวนสนามทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นทหารราบ รถถัง หรือยานเกราะหนัก

นี่เป็นการประกาศเชิงยุทธศาสตร์ว่า ประสบการณ์จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนกำลังผลักกองทัพเข้าสู่ยุคที่อำนาจการรบไม่ได้วัดจากจำนวนทหารและยุทโธปกรณ์แบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมโยงเซนเซอร์ ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบไร้คนขับ และอาวุธเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายเดียว 

◾️ยูเครนไม่ได้แค่สร้างโดรน แต่กำลังสร้างระบบสงครามรูปแบบใหม่◾️

จุดสำคัญที่สุดของกรณียูเครน คือ การนำระบบไร้คนขับออกจากสถานะอุปกรณ์เสริม แล้วเปลี่ยนให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างกำลังรบอย่างเป็นทางการ ยูเครนจัดตั้ง Unmanned Systems Forces หรือกองกำลังระบบไร้คนขับขึ้นในปี 2024 ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไม่ได้มองโดรนเป็นเพียงเครื่องมือเฉพาะกิจ แต่เป็นองค์ประกอบทางทหารระดับยุทธศาสตร์

ยุทโธปกรณ์ไร้คนขับของยูเครนครอบคลุมทั้งระบบภาคพื้นดิน ทางน้ำ และทางอากาศ โดยระบบหุ่นยนต์ภาคพื้นดิน (GRC) เช่น TerMIT, Lynx (Rys), Simba, Ardal, Zmiy และ Ratel มีขีดความสามารถในการลาดตระเวน วางและกู้ทุ่นระเบิด ขนส่งเสบียงหรืออุปกรณ์น้ำหนักสูงสุด 600 กิโลกรัม และช่วยอพยพผู้บาดเจ็บรวมถึงยิงสนับสนุน 

ในขณะที่โดรนทางทะเลอย่าง Sea Baby, Magura และ Sargan มีบทบาทในการลาดตระเวนและโจมตี โดยเฉพาะ Magura ที่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลกในการใช้แท่นยิงไร้คนขับทางน้ำเพื่อทำลายเป้าหมายทางอากาศอย่างเครื่องบินขับไล่ Su-30 ของรัสเซีย

การสวนสนามครั้งนี้ มีการนำยานยนต์ภาคพื้นดินไร้คนขับ 30 ระบบออกแสดง ระบบเหล่านี้ถูกใช้ทั้งลาดตระเวน ขนส่งกระสุนและเสบียง กู้ภัย อพยพผู้บาดเจ็บ วางและเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมถึงสนับสนุนการรบ โดยประธานาธิบดียูเครนระบุว่า UGV ของยูเครนปฏิบัติภารกิจแล้วมากกว่า 66,000 ครั้งในปี 2026 และมีการทำสัญญาจัดหาระบบที่ผลิตภายในประเทศมากกว่า 22,000 ระบบในปีเดียว

ตัวเลขดังกล่าวมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะแสดงให้เห็นว่าหุ่นยนต์กำลังถูกนำมาใช้แก้ปัญหาที่กองทัพทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน นั่นคือ การรักษาชีวิตกำลังพลที่เป็นมนุษย์ ขณะที่สงครามสมัยใหม่ทำให้ทหารที่อยู่ในพื้นที่เปิดโล่งสามารถถูกตรวจจับและโจมตีได้แทบตลอดเวลา

◾️รัสเซียเร่งปรับตัวสู่สงครามโดรนเต็มรูปแบบ◾️

ในอีกด้านหนึ่ง รัสเซียเองก็เร่งพัฒนาสงครามไร้คนขับอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้โดรนโจมตีแบบ Shahed-136/Geran-2 ซึ่งถูกนำมาใช้โจมตีเป้าหมายในยูเครนจำนวนมาก พร้อมพัฒนาโดรนลาดตระเวนและโดรน FPV สำหรับค้นหาเป้าหมายและโจมตีแนวหน้า 

ขณะเดียวกันรัสเซียยังพยายามเพิ่มการผลิตภายในประเทศและพัฒนาโดรนที่สามารถทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้แม่นยำและลดการพึ่งพาการควบคุมโดยมนุษย์มากขึ้น

การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีโดรนรุ่นดีที่สุด แต่เป็นการแข่งขันด้าน จำนวน ความเร็วในการผลิต การปรับซอฟต์แวร์ และความสามารถในการเอาชนะระบบต่อต้านโดรน รัสเซียมีแนวโน้มใช้ฝูงโดรนราคาต่ำร่วมกับขีปนาวุธและระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกดดันระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน 

ในขณะที่ยูเครนพัฒนาโดรนสกัดกั้นและระบบไร้คนขับหลากหลายรูปแบบเพื่อตอบโต้ นี่ทำให้สงครามรัสเซีย-ยูเครนกำลังกลายเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ของสงครามยุคใหม่ และเป็นเหตุผลสำคัญที่กองทัพทั่วโลกต้องเร่งปรับโครงสร้างกำลังรบให้รองรับยุคที่ โดรนจำนวนมากอาจมีความสำคัญไม่แพ้รถถัง เครื่องบินรบ และเรือรบ 

◾️สงครามไม่ได้แพ้ชนะด้วยอาวุธเพียงชนิดเดียว◾️

ยุโรปกำลังได้รับบทเรียนที่มีราคาแพงจากสงครามยูเครน นั่นคือความสามารถในการผลิตจำนวนมากมีความสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีชั้นสูง ระบบอาวุธที่ยอดเยี่ยมแต่ผลิตได้ช้าและมีราคาแพง อาจไม่เพียงพอเมื่อเผชิญสงครามที่ใช้กระสุน โดรน และอุปกรณ์จำนวนมหาศาลทุกวัน

การที่อังกฤษและฝรั่งเศสเพิ่มความร่วมมือกับยูเครน รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดการผลิตขีปนาวุธระยะไกลภายในยูเครน จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดเดิมที่ยุโรปเป็นเพียงผู้จัดหาอาวุธ ไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศร่วมกับยูเครนมากขึ้น

ในอนาคต ยุโรปมีแนวโน้มเร่งลงทุนในระบบต่อต้านโดรน ระบบสกัดกั้นราคาถูก ปัญญาประดิษฐ์ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ ดาวเทียม และระบบไร้คนขับหลายมิติ พร้อมปรับระบบจัดซื้อให้สามารถผลิตยุทโธปกรณ์จำนวนมากได้เร็วกว่าเดิม

◾️กองทัพทั่วโลกต้องปรับตัว◾️

บทเรียนจากยูเครนกำลังถูกส่งต่อไปยังกองทัพอื่น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ NATO ซึ่งเริ่มศึกษาทั้งประโยชน์และข้อจำกัดของหุ่นยนต์ภาคพื้นดินจากประสบการณ์รบจริงของยูเครน มีการฝึกและแลกเปลี่ยนบทเรียนเกี่ยวกับการใช้ UGV สำหรับภารกิจขนส่ง อพยพผู้บาดเจ็บ วางทุ่นระเบิด และสนับสนุนการรบ

แต่สิ่งที่ประเทศอื่นไม่ควรทำคือ การลอกแบบยูเครนทั้งหมด เพราะยุทธศาสตร์ของยูเครนเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ ทั้งการขาดแคลนกำลังพล การเผชิญศัตรูที่มีขนาดใหญ่กว่า และการถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง กองทัพประเทศอื่นจึงต้องนำบทเรียนมาปรับเข้ากับภูมิประเทศ งบประมาณ โครงสร้างกำลัง และรูปแบบภัยคุกคามของตนเอง

ทิศทางที่น่าจะเกิดขึ้นทั่วโลกคือการเปลี่ยนจากกองทัพที่ประกอบด้วยหน่วยรบแบบแยกส่วน ไปสู่กองทัพแบบเครือข่าย ซึ่งทหาร เครื่องบิน เรือ รถถัง ดาวเทียม โดรน และ AI ทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ มนุษย์จะยังเป็นผู้ตัดสินใจในภารกิจสำคัญ ขณะที่เครื่องจักรจะรับภารกิจที่ต้องอาศัยความเร็ว ความต่อเนื่อง และการเสี่ยงชีวิตสูง 

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนโดรน แต่คือการเปลี่ยนสถานะของยูเครนในระบบความมั่นคงยุโรป ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ระบุว่ายูเครนต้องการก้าวไปสู่การเป็น Security Provider ให้แก่พันธมิตร โดยใช้เทคโนโลยีไร้คนขับที่พัฒนาจากประสบการณ์ในสงครามจริงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญ

หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ยูเครนอาจไม่ได้เป็นเพียงประเทศแนวหน้าที่ต้องได้รับอาวุธจากยุโรป แต่จะกลายเป็นศูนย์กลางทดลอง พัฒนา และผลิตเทคโนโลยีการรบรุ่นใหม่ของยุโรปเอง ขณะที่บริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของยุโรปสามารถนำเงินทุน เทคโนโลยี และกำลังการผลิตเข้ามาร่วมกับข้อมูลจากสนามรบจริงของยูเครน

นี่อาจกลายเป็นรูปแบบใหม่ของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยุโรปที่สำคัญกว่าการสร้างอาวุธชนิดใดชนิดหนึ่ง เพราะผู้ได้เปรียบในสงครามอนาคตอาจไม่ใช่ประเทศที่มีอาวุธดีที่สุด แต่เป็นประเทศที่สามารถออกแบบ ผลิต ทดสอบ และปรับปรุงอาวุธได้เร็วที่สุด  

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง