รีเซต

"เกาหลีใต้" ก้าวข้ามความงมงาย ผลักดัน "หมอดู-ร่างทรง" เป็นซอฟต์พาวเวอร์ใหม่ ขายวัฒนธรรม เสริมแกร่งเศรษฐกิจ

"เกาหลีใต้" ก้าวข้ามความงมงาย ผลักดัน "หมอดู-ร่างทรง" เป็นซอฟต์พาวเวอร์ใหม่ ขายวัฒนธรรม เสริมแกร่งเศรษฐกิจ
TNN ช่อง16
2 มีนาคม 2569 ( 08:00 )

เกาหลีใต้ “ทำถึง” ดันอาชีพร่างทรง สู่ซอฟต์พาวเวอร์ใหม่ของ K-Culture


สายมูไม่ได้มีแค่ไทยเท่านั้น เพราะถ้ามองไปที่ เกาหลีใต้ จะเห็นชัดว่าความเชื่อเรื่องดวงชะตา ร่างทรง และศาสตร์พยากรณ์ ฝังรากลึกในสังคมไม่แพ้กัน 


แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ วันนี้เกาหลีใต้ไม่ได้ปล่อยให้ความเชื่อเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องส่วนบุคคลอีกต่อไป หากกำลัง “ยกระดับ” ให้กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ตัวใหม่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ K-Culture อย่างจริงจัง


จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Disney+ เปิดตัวรายการเรียลลิตี้ Battle of Fates สังเวียนเซียนทำนาย หรือชื่อเกาหลีว่า 운명전쟁49 (Unmyeong Jeonjaeng 49) ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คอนเทนต์นี้ไม่ใช่การขายไอดอล ไม่ใช่การแข่งร้องเพลงหรือเต้นแบบที่โลกคุ้นชินกับ K-Pop แต่เป็นการแข่งขันทำนายดวงแบบ Survival เต็มรูปแบบ เชิญนักพยากรณ์ระดับแนวหน้าของประเทศถึง 49 คน มาแข่งขันคัดออกทีละรอบ เพื่อค้นหาผู้ทำนายที่แม่นยำที่สุดของเกาหลีใต้


รายการนี้ทำให้ผู้ชมทั่วโลกได้รู้จักศาสตร์พยากรณ์หลากหลายแขนงของเกาหลีใต้ ตั้งแต่ซาจู การอ่านดวงตามวันเดือนปีเกิดแบบเกาหลี ร่างทรงองค์เทพ ไพ่ทาโรต์ ดูลายเท้า ไปจนถึงศาสตร์โหงวเฮ้ง ความเชื่อที่เคยอยู่ในศาลเจ้า ห้องดูดวง หรือชุมชนท้องถิ่น ถูกนำมาจัดวางในสตูดิโอระดับโลก ถ่ายทอดผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่เข้าถึงผู้ชมหลายสิบประเทศ นี่จึงไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือการรีแพ็กเกจ “วัฒนธรรมพื้นบ้าน” ให้กลายเป็นสินค้าเชิงเศรษฐกิจ


ถ้ามองผิวเผิน หลายคนอาจคิดว่านี่ก็แค่รายการเรียลลิตี้อีกหนึ่งรายการ เพราะในประเทศไทยเอง เราก็คุ้นเคยกับหมอดูออกทีวีมานาน แต่ความต่างอยู่ที่บริบท เกาหลีใต้คือผู้นำอุตสาหกรรมบันเทิงระดับโลก การที่ประเทศซึ่งส่งออก K-Pop ซีรีส์ และภาพยนตร์ไปทั่วโลก เลือกหยิบ “ร่างทรง” ขึ้นมาทำคอนเทนต์ระดับอินเตอร์ เท่ากับเป็นการประกาศชัดว่า ความเชื่อดั้งเดิมสามารถอยู่ร่วมกับยุคดิจิทัลได้ และยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง


ในเชิงเศรษฐกิจ อาชีพหมอดูในเกาหลีใต้ไม่ใช่เรื่องเล็ก รายงานของ The Korea Times อ้างข้อมูลจาก The New York Times ระบุว่า เกาหลีใต้มีผู้ประกอบอาชีพร่างทรงไม่ต่ำกว่า 300,000 คน โดยอ้างอิงข้อมูลจากสมาคมร่างทรงของประเทศ แม้ไม่มีตัวเลขยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐ แต่ตัวเลขนี้ถูกหยิบยกซ้ำในแวดวงสื่อและงานวิชาการอยู่เสมอ


ขณะเดียวกัน โปรดิวเซอร์ของรายการยังระบุว่า หากนับรวมผู้ที่มีความรู้หรือประกอบกิจกรรมด้านไสยศาสตร์ทั้งหมด อาจมีมากกว่า 1 ล้านคนในประเทศ ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อเรื่องดวงชะตาไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมชายขอบ แต่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่ฝังตัวอยู่ในโครงสร้างสังคม


ข้อมูลปี 2022 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติเกาหลีใต้ระบุว่า มีธุรกิจในหมวด “การทำนายดวงชะตาและบริการที่เกี่ยวข้อง” จดทะเบียน 9,391 แห่ง มีพนักงานกว่า 10,000 คน ขณะที่ข้อมูลจากแพลตฟอร์มท้องถิ่นอย่าง Naver ระบุว่ามีร้านดูดวงจดทะเบียนมากกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ เฉพาะย่านกังนัมก็มีร้านหนาแน่นหลายร้อยร้านในรัศมีไม่กี่กิโลเมตร


รายได้ของหมอดูระดับบนในกังนัมบางรายแตะ 100–200 ล้านวอนต่อปี ค่าบริการต่อครั้งอยู่ที่ 100,000–200,000 วอน ลูกค้ามีตั้งแต่นักการเมือง นักธุรกิจ ไปจนถึงคนในวงการบันเทิง และยังมีข้อมูลว่ากว่า 60% ของผู้ประกอบอาชีพนี้ไม่ได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่ประเมินไว้มาก เงินหมุนเวียนในอุตสาหกรรมความเชื่อนี้จึงน่าจะอยู่ในระดับมหาศาล




ทั้งหมดนี้อธิบายได้ว่า ทำไมเกาหลีใต้จึงมองเห็น “โอกาส” มากกว่าความงมงาย เพราะในมุมของรัฐ K-Content ไม่เคยเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นยุทธศาสตร์ชาติ


ภายใต้การนำของประธานาธิบดีอี แจมย็อง  รัฐบาลประกาศผลักดัน K-Culture และอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นเครื่องจักรหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมตั้งเป้าให้ซอฟต์พาวเวอร์เกาหลีใต้มีทิศทางที่วัดผลได้จริง ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์


ภาพที่ผู้นำเกาหลีใต้โชว์ตีกลองเพลงของ BTS หรือพูดคุยกับผู้นำประเทศมหาอำนาจเพื่อเปิดตลาด K-Pop และ K-Content ไม่ใช่แค่สีสันทางการเมือง แต่คือการส่งสัญญาณว่า “วัฒนธรรมคือเศรษฐกิจ” อย่างแท้จริง รัฐบาลตั้งเป้าขยายขนาดตลาด K-Culture ให้แตะ 300 ล้านล้านวอนภายในปี 2030 และดันยอดส่งออกวัฒนธรรมสู่ 50 ล้านล้านวอน กลยุทธ์ครอบคลุมตั้งแต่เพลง ซีรีส์ ภาพยนตร์ เกม อีสปอร์ต เว็บตูน ความงาม อาหาร ไปจนถึงทุกสิ่งที่อยู่ภายใต้คลื่นฮันรยู


ภาคการท่องเที่ยวก็รับอานิสงส์โดยตรง ข้อมูลทางการชี้ว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติกว่าครึ่งเดินทางเข้าเกาหลีใต้เพื่อเสพ K-Culture สร้างรายได้หลายล้านล้านวอนต่อปี อุตสาหกรรมนี้จึงกลายเป็นแกนนำใหม่ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคการผลิตและการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดันจากภาวะการค้าโลกและประเด็นภาษี



ล่าสุดในเชิงนโยบาย รัฐบาลยังจัดตั้งคณะกรรมการประธานาธิบดีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมป๊อป ดึงค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่อย่าง SM Entertainment HYBE YG Entertainment และ JYP Entertainment เข้าร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ วางระบบสนับสนุนครบวงจรตั้งแต่การผลิตถึงการส่งออก ลดการพึ่งพาซูเปอร์สตาร์ไม่กี่ราย และสร้างระบบนิเวศสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน


เมื่อวางภาพทั้งหมดต่อกัน จะเห็นชัดว่า การดัน “ร่างทรง” ขึ้นสตรีมมิ่งระดับโลก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่แค่คอนเทนต์แปลกใหม่ แต่คือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหญ่ที่พยายามเปลี่ยนทุกมิติของวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่คือใครสามารถเปลี่ยนความเชื่อให้เป็นรายได้ ใครสามารถเล่าเรื่องท้องถิ่นให้คนทั้งโลกดูได้ และใครสามารถทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมกลายเป็นสินค้าส่งออกได้


เกาหลีใต้กำลังพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่า ซอฟต์พาวเวอร์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งใหม่เสมอไป บางครั้งสิ่งที่อยู่กับสังคมมานาน หากถูกออกแบบใหม่ เล่าใหม่ และวางในแพลตฟอร์มที่ใช่ ก็สามารถกลายเป็น “อุตสาหกรรม” ได้


และในวันที่ K-Culture ไม่ได้มีแค่ไอดอลหรือซีรีส์ แต่รวมถึงร่างทรงและศาสตร์พยากรณ์ คำว่า “ทำถึง” อาจไม่ใช่แค่คำชมเชิงโซเชียล แต่เป็นคำอธิบายโมเดลเศรษฐกิจที่ประเทศหนึ่งกำลังเดินหน้าอย่างจริงจัง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง