“นี่ไม่ใช่สงครามเรา” เมื่อชาติยุโรปไม่ร่วมวงทรัมป์ ยืนยันไม่ส่งเรือรบไปฮอร์มุซ

องค์ประกอบของการเกิดสงครามโลก คือ ชาติที่ 3 นอกเหนือจากคู่ขัดแย้ง จะต้องกระโดดเข้าร่วมวง ด้วยการส่งกองกำลัง จะทัพบก ทัพเรือ หรือทัพอากาศ ก็ตาม มายังพื้นที่ของสงคราม เพื่อช่วยเหลือหนึ่งในคู่ขัดแย้งในการทำสงคราม
แต่เรื่องนี้ดูจะไม่เกิดขึ้น (อย่างน้อยก็ในเวลานี้)
เพราะมิตรรักนาโต ประกาศตัวชัดเจนว่า “นี่ไม่ใช่สงครามของเรา”
“นี่ไม่ใช่สงครามของเรา เราไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้นสงคราม.. การส่งเรือรบไปภูมิภาคนั้นมากขึ้น ก็ไม่ได้จะช่วยให้บรรลุอะไรได้” บอริส พิสทอเรียส รัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี ประกาศเมื่อวันจันทร์ (16 มีนาคม) พร้อมย้ำว่า เยอรมนีต้องการการแก้ปัญหาทางการทูต
แม้ว่าเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสจะเห็นด้วยกับการส่งเรือรบไปประกบเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ก็ย้ำว่าจะต้องเกิดขึ้นเมื่อการสู้รบยุติลงแล้ว ขณะที่เมื่อวันจันทร์ รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ได้โพสต์ข้อความว่า “เรือรบฝรั่งเศสยังคงอยู่ในเมดิเตอร์เรเนียตะวันออก และจะไม่เปลี่ยนแปลงใด ๆ”
“อังกฤษ จะต้องไม่ถูกลากเข้าสู่สงครามที่ขยายวง” เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษกล่าว เมื่อวันจันทร์ (16 มีนาคม) ที่ผ่านมา นับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด นับตั้งแต่สมรภูมิอิหร่านปะทุขึ้น
“ผมขอบอกชัด ๆ นะ นี่ไม่ใช่ และไม่เคยถูกวางแผนให้เป็นภารกิจของนาโตเลย” สตาร์เมอร์ย้ำ
ขณะที่เปโดร ซานเชส นายกรัฐมนตรีสเปน แสดงจุดยืนที่ชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่มว่า ““แม้รัฐบาลอิหร่านจะเป็นระบอบที่หลายประเทศไม่เห็นด้วย แต่การใช้กำลังทหารที่ไร้ความชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศแบบนี้ ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้” พร้อมประกาศชัด ไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในประเทศโจมตีอิหร่าน
ด้านคาจา คัลลัส นักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ยุโรปจะไม่ขยายปฏิบัติการทางทะเลที่รู้จักกันในชื่อ “Operation Aspides” ในตะวันออกกลาง เพื่อปกป้องฮอร์มุซ
“นี่ไม่ใช่สงครามของยุโรป แม้ผลประโยชน์ของยุโรปก็ถูกกระทบเต็ม ๆ แต่ขณะนี้ยังไม่มีความต้องการจะเปลี่ยนแปลงขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ Operation Aspides”
“ทรัมป์” ขู่ “นาโต”: อนาคตเลวร้ายแน่
สำหรับทรัมป์แล้ว คำร้องขอเรือรบมาช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น คือ “บททดสอบความมุ่งมั่นของชาติยุโรปในการปกป้องความมั่นคงของทวีปตนเอง”
ทรัมป์บอกว่า การส่งกองเรือไปในภารกิจนี้ เป็นเพียงความพยายามที่เล็กน้อยมาก ที่ผู้นำของยุโรปจะสามารถทำได้
“เป็นเวลา 40 กว่าปีมาแล้วนะ ที่พวกเราปกป้องคุณ แต่ครั้งนี้พวกคุณกลับไม่เข้าร่วม .. ผมวิจารณ์มาเยอะนะที่ไปปกป้องประเทศต่าง ๆ เพราะผมรู้ดีว่า เมื่อเราไปปกป้องพวกเขา ในยามที่พวกเขาต้องการ .. แต่ในเวลาที่เราต้องการความช่วยเหลือ พวกเขากลับไม่อยู่ตรงนั้นเพื่อเราเลย .. ผมรู้เรื่องนี้มานานทีเดียว”
“และการที่นาโตไม่ช่วยครั้งนี้ …อนาคตที่เลวร้ายตามมาแน่นอน” ทรัมป์ขู่กลับ
เดจาวู อัฟกานิสถาน - อิรัก
จากเอกภาพในสงครามอัฟกานิสถาน
สู่รอยร้าวในสงครามอิรัก
และความแตกต่างในอุดมการณ์อย่างชัดเจนในสงครามอิหร่าน
ที่อาจทำให้ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ และโลกตะวันตกไม่เหมือนเดิม.. อีกต่อไป
สงครามอัฟกานิสถาน (2001-2021): ยุโรปเคียงบ่าเคียงไหล่กับสหรัฐฯ
หลังเหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 ที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันไปเกือบ 3,000 คน สหรัฐฯ ได้เปิดฉากสงครามต่อต้านการก่อการร้ายทันที โดยมุ่งเป้าไปที่อัฟกานิสถาน ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลตาลีบัน ที่ให้ที่พักพิงกับเครือข่ายอัลกออิดะห์
ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย Operation Enduring Freedom ไม่ได้เป็นภารกิจฉายเดี่ยวของสหรัฐฯ หากแต่เป็นการกระโดดร่วมวงแบบเต็มรูปแบบจากพันธมิตรทั้งหมด
ตั้งแต่อังกฤษ เป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ประกาศตัวมีส่วนร่วมอย่างเต็มรูปแบบ ส่งกำลังรบภาคพื้นดินขนานใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ Helmand ผลลัพธ์คือ ทหารอังกฤษ ต้องสูญเสียชีวิต 457 นาย นับเป็นชาติยุโรปที่มีความสูญเสียมากที่สุด
ฝรั่งเศสเองก็ส่งกำลังทหารและหน่วยรบพิเศษเข้าช่วย สูญเสียทหาร 90 นาย
เยอรมนี เข้าร่วมด้วยการส่งทหารประจำการภาคเหนือ ทหารเสียชีวิต 59 นาย
และเกือบทั้งหมดในชาตินาโต เข้าร่วมในสงครามครั้งนี้
สงครามในอัฟกานิสถาน จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “เอกภาพของพันธมิตรตะวันตก” ในยุคหลังสงครามเย็น แม้จะมีกำลังพลเสียชีวิตรวมกันกว่า 900 นายก็ตาม
แต่ด้วยความยืดเยื้อของสงครามนาน 20 ปี จึงทิ้งบทเรียนสำคัญไว้ นั่นคือ การทำสงครามในตะวันออกกลาง ไม่ได้จบลงได้เร็วเหมือนที่คาดหวัง
ก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศถอนกำลังออกมาอย่างกระทันหันในยุคของโจ ไบเดน เมื่อปี 2021 และมีกำลังพลที่สูญเสียรวมกันกว่า 900 นาย .. และนั่นคือ สงครามที่นับว่า “ยุโรปเข้าร่วมอย่างเต็มกำลัง”
สงครามอิรัก (2003-2011): จุดเริ่มต้นของความแตกแยก
และเพียงแค่ 2 ปี หลังจากที่สงครามอัฟกานิสถานเริ่มต้น สหรัฐฯ ก็เปิดสมรภูมิใหม่ในปี 2003 ด้วยการ “บุกอิรัก” แต่แนวร่วมสงครามนี้แตกต่างออกไป
รัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช อ้างว่า อิรักภายใต้การนำของ “ซัดดัม ฮุสเซน” ครอบครอง “โคตรแม่แห่งอาวุธ” หรือ “อาวุธทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction) ที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อโลก
แน่นอนว่า สหรัฐฯ หวังให้พันธมิตรเข้าร่วมเหมือนเช่นเคย
แต่สงครามนี้ ยุโรปไม่ตามเกม
สองมหาอำนาจแห่งยุโรปอย่าง ฝรั่งเศสและเยอรมนนี คัดค้านการทำสงครามอย่างหนัก โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่ประกาศจุดยืนชัดเจนในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) ว่า “การบุกอิรัก ไม่มีความชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ”
และการคัดค้านของ 2 ยักษ์ใหญ่แห่งยุโรป คือสัญลักษณ์ของรอยร้าวครั้งใหญ่ในหมู่พันธมิตรตะวันตก
ความขัดแย้งกับอิหร่านในวันนี้ จึงอาจสะท้อนถึงยุคใหม่ ที่ยุโรปไม่พร้อมจะร่วมทำสงครามกับสหรัฐฯ อีกต่อไป
แต่คำถามสำคัญคือ ยุโรปจะสามารถสร้างเอกภาพด้านความมั่นคงของตัวเองได้จริงหรือไม่? หรือท้ายที่สุดแล้ว ยุโรปก็จะยังคงต้องพึ่งพาร่มเงาทางทหารของสหรัฐฯ เหมือนเช่นที่ผ่านมา
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
