รีเซต

สัญญาณวิกฤตมาแล้ว? "การท่องเที่ยวไทย" เสี่ยงซ้ำรอยโควิด 19 พฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนไป เที่ยวไม่เหมือนเดิม เพราะ "น้ำมันแพง"

สัญญาณวิกฤตมาแล้ว? "การท่องเที่ยวไทย" เสี่ยงซ้ำรอยโควิด 19 พฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนไป เที่ยวไม่เหมือนเดิม เพราะ "น้ำมันแพง"
TNN ช่อง16
7 เมษายน 2569 ( 08:00 )
12

จาก "ราคาน้ำมันถึงการท่องเที่ยว" ผลกระทบลูกโซ่ เขย่าเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง เสี่ยงซ้ำรอยโควิด ?


“ใครเป็นบ้าง ตอนนี้น้ำมันแพง เลยรู้สึกว่าไม่อยากไปเที่ยวทั้งในไทย หรือแม้กระทั่งต่างประเทศด้วย”


ความรู้สึกนี้ ไม่ใช่แค่ความคิดส่วนตัวของใครคนหนึ่ง แต่กำลังกลายเป็น “สัญญาณเศรษฐกิจ” ที่เกิดขึ้นจริงในระดับโลก และกำลังกระทบโดยตรงต่อหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศไทย นั่นคือ “ภาคการท่องเที่ยว”


ภาพที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวหยุดชะงักทั้งระบบ วันนี้กำลังถูกหยิบกลับมาพูดถึงอีกครั้ง แม้บริบทจะต่างออกไป แต่ “แรงสั่นสะเทือน” ที่เกิดขึ้นกลับมีลักษณะคล้ายกันอย่างน่ากังวล


ล่าสุด ประเทศไทยต้องปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 ลงเหลือเพียง 32.14 ล้านคน จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 34 ล้านคน พร้อมกับรายได้รวมที่ถูกปรับลดลงเหลือประมาณ 1.52 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า “แรงฟื้นตัว” ที่เคยมี กำลังเริ่มสะดุดลง


คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันทีว่า นี่เป็นเพียงการชะลอตัวระยะสั้น หรือเป็น “สัญญาณเตือน” ของวิกฤตรอบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย




ย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเพิ่งผ่าน “ฝันร้ายครั้งใหญ่” จากวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวหายไปแทบทั้งหมด รายได้หดตัวอย่างรุนแรง ธุรกิจจำนวนมากต้องปิดตัวลง หรือปรับตัวอย่างหนักเพื่อความอยู่รอด


แต่ในปี 2569 ที่ควรจะเป็นปีแห่งการฟื้นตัว กลับต้องเผชิญกับ “แรงกดดันรอบใหม่” ที่ไม่ได้มาจากโรคระบาด หากแต่มาจาก “วิกฤตราคาพลังงาน” ซึ่งกำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจโลก


ต้นตอของปัญหาในครั้งนี้ เริ่มต้นจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาแทบจะทันที คือ “ต้นทุนการเดินทาง” ที่เพิ่มขึ้น


ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับหลัก ซึ่งล้วนส่งผลต่อการท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยสำคัญ


ระดับแรก คือ ต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเที่ยวบินระยะไกล เส้นทางระหว่างยุโรปกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องมีการปรับเส้นทางบินเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้ระยะเวลาและการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นโดยตรง ทำให้สายการบินจำเป็นต้องปรับราคาตั๋วให้สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทันที


ระดับที่สอง คือ ต้นทุนของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร หรือบริษัทนำเที่ยว ต่างต้องแบกรับภาระต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย


และระดับที่สาม ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว เมื่อค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มระยะไกล หรือ Long-haul เริ่มชะลอการเดินทาง หรือเปลี่ยนไปเลือกจุดหมายปลายทางที่ใกล้กว่าและมีต้นทุนต่ำกว่าแทน


แม้ว่าในช่วงต้นปี 2569 ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยจะยังคงแข็งแรง โดยในไตรมาสแรก ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมกว่า 9.17 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 446,765 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดเชิงแนวโน้ม จะเริ่มเห็นสัญญาณของการชะลอตัวอย่างชัดเจน


ข้อมูลรายสัปดาห์ชี้ให้เห็นว่า จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มลดลง โดยเฉพาะจากตลาดหลักอย่างมาเลเซีย จีน อินเดีย และรัสเซีย ขณะที่ตลาดระยะไกลก็ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านน่านฟ้าและเส้นทางบิน


อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกบางส่วนที่ช่วยพยุงสถานการณ์ โดยเฉพาะการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 6.38% ในช่วงต้นปี และเข้ามาช่วยทดแทนการชะลอตัวของตลาดยุโรปและอเมริกาได้ในระดับหนึ่ง



อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม คือ “ค่าเงินบาท” ที่มีความผันผวนและมีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของประเทศไทย


เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่า นักท่องเที่ยวต่างชาติจะรู้สึกว่าการเดินทางมาไทยมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และในยุคที่ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาได้อย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจุดหมายปลายทางได้ง่ายขึ้น


ในขณะเดียวกัน การแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น หลายประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น และซาอุดีอาระเบีย ต่างใช้นโยบายเชิงรุก ทั้งการอัดงบประมาณด้านการตลาด การออกมาตรการวีซ่าที่เอื้อต่อการเดินทาง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก


นอกจากนี้ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลก เช่น สงครามการค้า และนโยบายกำแพงภาษีของประเทศมหาอำนาจ ก็ส่งผลกระทบต่อ “กำลังซื้อ” ของนักท่องเที่ยวในประเทศต้นทาง ซึ่งแม้จะไม่ได้กระทบโดยตรงต่อการท่องเที่ยว แต่ก็มีผลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายและการเดินทางในภาพรวม


หากมองกลับมาที่ภายในประเทศ คำถามสำคัญคือ “ไทยเที่ยวไทย” จะสามารถเข้ามาช่วยพยุงสถานการณ์ได้หรือไม่


คำตอบที่ได้จากข้อมูลล่าสุด คือ สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากหนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น พฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยจึงเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน


ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเที่ยวใกล้บ้าน การเดินทางแบบไปเช้า-เย็นกลับ การใช้รถยนต์ส่วนตัวแทนการเดินทางด้วยเครื่องบิน รวมถึงการเน้นความคุ้มค่า เช่น การเลือกบริโภคอาหารริมทาง หรือการท่องเที่ยวแบบประหยัด


ภาพเหล่านี้สะท้อนพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่คนไทยลดการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวลงอย่างมาก และเป็นสัญญาณว่ากำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่


อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเสี่ยง ยังมี “โอกาส” ที่ซ่อนอยู่ หนึ่งในนั้นคือกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มมองหาจุดหมายปลายทางที่มีความปลอดภัย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน


ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าว ด้วยปัจจัยด้านความปลอดภัย ค่าครองชีพที่ไม่สูงมาก และศักยภาพในการรองรับการพักระยะยาว รวมถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยว


สถานการณ์ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับ “ความท้าทายรอบใหม่” ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับปัจจัยเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซึ้ง


ความเสี่ยงเดิมอาจผ่านไป แต่ความเสี่ยงใหม่กำลังเข้ามาแทนที่ และคำถามสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือ ประเทศไทยจะสามารถปรับตัวอย่างไร เพื่อให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน


หรือท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตครั้งนี้ จะกลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญ ที่จะกำหนดทิศทางของ “ท่องเที่ยวไทย” ในระยะยาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง