นาซาเริ่มการทดสอบยาน Blue Moon MK1 เตรียมทำภารกิจสู่ขั้วใต้ดวงจันทร์ในปีนี้

บริษัทอวกาศเอกชน Blue Origin ของผู้ก่อตั้งเจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Amazon เร่งเดินหน้าทดสอบยานลงจอดบนดวงจันทร์ Blue Moon Mark 1 หรือ MK1 อย่างเข้มข้น ล่าสุดได้นำยานต้นแบบเข้าสู่การทดสอบสภาพแวดล้อมอวกาศจำลองที่ศูนย์อวกาศจอห์นสันของ NASA ในเมืองฮิวสตัน สหรัฐอเมริกา ถือเป็นก้าวสำคัญก่อนภารกิจปล่อยยานจริงในอนาคตอันใกล้
ทดสอบใน Chamber A จำลองสภาพสุดขั้วอวกาศ
ยาน Blue Moon MK1 ถูกส่งเข้าสู่ห้องทดสอบสุญญากาศควบคุมอุณหภูมิขนาดยักษ์ที่เรียกว่า Chamber A ภายใน Johnson Space Center ห้องดังกล่าวมีความสูงราว 90 ฟุต และเคยใช้ทดสอบยานอวกาศหลายโครงการสำคัญของสหรัฐฯ มาก่อน การทดสอบแบบ Thermal Vacuum Test มีเป้าหมายจำลองสภาพสุญญากาศ และความผันผวนของอุณหภูมิในอวกาศ โดยควบคุมอุณหภูมิตั้งแต่ติดลบประมาณ 50 องศาเซลเซียส ไปจนถึงราว 30 องศาเซลเซียส เพื่อประเมินเสถียรภาพของระบบโครงสร้าง ระบบพลังงาน และระบบควบคุมความร้อนของยาน
ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอวกาศระบุว่า การทดสอบลักษณะนี้เป็นหนึ่งในขั้นตอนชี้ขาด เพราะพื้นผิวดวงจันทร์มีความต่างอุณหภูมิสูงมาก ระหว่างบริเวณที่โดนแสงอาทิตย์โดยตรงกับพื้นที่เงามืด โดยเฉพาะบริเวณขั้วใต้ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของภารกิจในอนาคต
ภารกิจ Pathfinder Mission 1 ทดสอบเต็มระบบ
ภารกิจแรกของยานรุ่นนี้ใช้ชื่อว่า Blue Moon Pathfinder Mission 1 คาดว่าจะมีขึ้นในปี 2026 นี้ โดยเป็นการทดสอบแบบไร้มนุษย์ควบคุม และใช้การขนส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด New Glenn ของบริษัท Blue Origin เอง จรวดรุ่นนี้ถูกออกแบบให้เป็นจรวดขนาดใหญ่แบบใช้ซ้ำได้บางส่วน แข่งขันในตลาดปล่อยดาวเทียมเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
สำหรับยาน MK1 จะเป็นการทดสอบระบบสำคัญ ได้แก่ เครื่องยนต์ BE-7 ที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเหลวและออกซิเจนเหลว ระบบควบคุมการบิน ระบบนำทางอัตโนมัติ และเทคโนโลยีลงจอดแม่นยำที่ตั้งเป้าความคลาดเคลื่อนไม่เกินรัศมี 100 เมตร ความแม่นยำระดับนี้มีความสำคัญต่อภารกิจขนส่งสัมภาระและมนุษย์ในอนาคต โดยเฉพาะพื้นที่ขั้วใต้ที่มีภูมิประเทศซับซ้อน
บรรทุกอุปกรณ์วิจัยของ NASA ศึกษาฝุ่นดวงจันทร์
แม้จะเป็นเที่ยวบินทดสอบ แต่ยานจะบรรทุกอุปกรณ์ SCALPSS ของ NASA ซึ่งเป็นชุดกล้อง 4 ตัวสำหรับบันทึกภาพการกระจายตัวของฝุ่นดวงจันทร์จากแรงไอพ่นเครื่องยนต์ระหว่างลงจอด ปัญหาฝุ่นดวงจันทร์ถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของภารกิจยุค Apollo เนื่องจากอนุภาคฝุ่นมีความคมและเกาะติดอุปกรณ์ได้ง่าย
ข้อมูลจากภารกิจนี้จะช่วยพัฒนามาตรการป้องกันความเสียหายต่อยานและโครงสร้างพื้นผิวในอนาคต โดยเฉพาะในโครงการ Artemis ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวของสหรัฐฯ ในการกลับสู่ดวงจันทร์อย่างยั่งยืน
ปูทางสู่ภารกิจ VIPER และ Artemis 5
ก่อนหน้านี้ในปี 2025 บริษัท Blue Origin ได้รับสัญญาภายใต้โครงการ Commercial Lunar Payload Services หรือ CLPS จาก NASA มูลค่ากว่า 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,840 ล้านบาท เพื่อขนส่งรถสำรวจ VIPER ไปยังดวงจันทร์ในช่วงปลายปี 2027 ภารกิจดังกล่าวมุ่งสำรวจแหล่งน้ำแข็งบริเวณขั้วใต้ ซึ่งอาจเป็นทรัพยากรสำคัญต่อการตั้งฐานถาวร
สำหรับในระยะยาว บริษัทกำลังพัฒนา Blue Moon Mark 2 ซึ่งได้รับเลือกเป็นระบบ Human Landing System สำหรับภารกิจ Artemis 5 ที่จะส่งนักบินอวกาศกลับสู่พื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้ง ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในลักษณะนี้สะท้อนแนวโน้มอุตสาหกรรมอวกาศยุคใหม่ ซึ่งมีมูลค่าตลาดโลกมากกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 14 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในทศวรรษหน้า
การแข่งขันในยุคเอกชนครองอวกาศ
การขยับตัวของบริษัท Blue Origin เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันเข้มข้นกับบริษัทเอกชนรายอื่น โดยเฉพาะบริษัท SpaceX ซึ่งมีบทบาทหลักใน Artemis 3 หากบริษัทใดสามารถพัฒนาระบบลงจอดได้สำเร็จและตรงเวลา ย่อมมีโอกาสครองความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในตลาดขนส่งอวกาศและการสำรวจดวงจันทร์
นักวิเคราะห์มองว่า การทดสอบที่ Johnson Space Center จะเป็นด่านสำคัญ หากผ่านได้สำเร็จ ยาน Blue Moon MK1 อาจกลายเป็นหนึ่งในยานลงจอดเอกชนชุดแรกที่ปูทางสู่การตั้งฐานปฏิบัติการบริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์ เปิดฉากการแข่งขันครั้งใหม่ของเศรษฐกิจอวกาศอย่างเต็มรูปแบบ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
