CIMB มองจีดีพีไทยปีนี้โต 2% แต่ยังห่วงกำลังซื้อในประเทศ

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มเห็น "แสงสว่าง" หลังผ่านจุดอ่อนที่สุดในไตรมาส 2 โดยยังคงประมาณGDP ปี 2569 เติบโตร้อยละ 2 แม้คาดว่า GDP ไตรมาส 2 จะขยายตัวเพียงร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แต่เชื่อว่าจะไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค เพราะไตรมาส 3 มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวได้จากการส่งออก การลงทุน และมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ
พร้อมกันนี้ยังประเมินปัจจัยที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ซึ่งมีทั้ง ราคาน้ำมันดิบโดยคาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากช่วงที่เคยพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ในไตรมาส 2 ถือเป็นปัจจัยบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ส่วนดอกเบี้ย ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ร้อยละ 3.75 ตลอดปี ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1
อย่างไรก็ตามต้องจับตาสงครามการค้ารอบใหม่ หลังสหรัฐอาจกลับมาใช้มาตรการกีดกันทางการค้าซึ่งจะกระทบต่อการค้าโลกและการส่งออกไทย โดยมองค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่ามาอยู่ที่ประมาณ 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากเงินทุนไหลเข้าและแนวโน้มที่เฟดจะยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย พร้อมย้ำว่าโครงสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนไป โดย การลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตได้สูงกว่า GDP และกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจแทนการบริโภค ซึ่งถูกจำกัดจากปัญหาหนี้ครัวเรือน รายได้ที่เติบโตช้า และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
นอกจากนี้รัฐบาลควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นผ่านนโยบายด้านการคลังและการลงทุน โดยรักษาวินัยการคลัง ไม่ให้หนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดานร้อยละร้อยละ 70 ของ GDP ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ และดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ เพราะมาตรการแจกเงินช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้เพียงระยะสั้น แ
ดร.อมรเทพ กล่าวด้วยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แต่การบริโภคภาคเอกชนยังทรงตัว โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และของใช้จำเป็น ยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการรัฐ ขณะที่สินค้าคงทน เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอสังหาริมทรัพย์ ยังมีความเสี่ยงชะลอตัวจากกำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่อ่อนแอ ด้านการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) แม้ยังไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และ Data Center แต่ยังไม่กระจายสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นอย่างทั่วถึง ทำให้ผลคูณทางเศรษฐกิจยังไม่เกิดเต็มที่ ขณะที่ภาคก่อสร้างยังอ่อนแอ แม้การส่งออกเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่หลายอุตสาหกรรมยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบสูง จึงทำให้การส่งออกสุทธิยังไม่ใช่แรงขับเคลื่อนหลักของ GDP
ทั้งนี้ สำนักวิจัยมองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตเพียงร้อยละ 2-2.5%ฃ ต่อปีในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า และมีโอกาสกลับไปขยายตัวได้มากกว่าร้อยละ 3 ค่อนข้างยาก หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการยกระดับการลงทุน การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
