เทียบนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ 5 พรรคใหญ่ ศึกเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นสมรภูมิชี้ทิศทางเศรษฐกิจรอบใหม่ ในจังหวะที่หลายสำนักประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแบบระมัดระวัง และโจทย์เชิงโครงสร้างยังค้างยาวตั้งแต่หนี้ครัวเรือน รายได้ไม่ทันค่าครองชีพ ไปจนถึงความสามารถแข่งขันของประเทศ
ขณะเดียวกัน “กระแสคะแนนนิยม” ที่ถูกอ้างอิงในสนามการเมืองเริ่มเห็นภาพการแข่งขันชัดขึ้น ผลสำรวจที่เผยแพร่ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ระบุว่า คะแนนนิยมแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนอยู่ราว 30.48% ตามด้วยภูมิใจไทย 22.32% เพื่อไทย 15.44% และประชาธิปัตย์ 12.56% การชิงพื้นที่กลางทางเศรษฐกิจจึงไม่ใช่แค่ใครแจกมากกว่า แต่คือใครตอบโจทย์ “โตอย่างไรให้ยั่งยืน” และ “ภาระรัฐไหวแค่ไหน” ได้มากกว่า
พรรคประชาชน วางแผนปฏิรูปทั้งระบบ เน้นลงทุนและกติกาใหม่
พรรคประชาชนวางภาพเศรษฐกิจผ่านการ “ยกเครื่องโครงสร้าง” ตั้งแต่งบลงทุนขนาดใหญ่ไปถึงกติกาภาษี โดยหนึ่งในหมุดหมายที่ถูกพูดถึงคือแนวคิดเมกะโปรเจกต์สีส้ม วงเงินระดับ 6.3 แสนล้านบาทในกรอบ 8 ปี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
แกนหลักของพรรคอยู่ที่การดันผลิตภาพของประเทศผ่านระบบขนส่งสาธารณะ ต้นทุนสาธารณูปโภค โครงสร้างดิจิทัล และการปรับกติกาเศรษฐกิจให้โปร่งใสขึ้น พร้อมวางบทบาทรัฐเป็นผู้ลงทุนเพื่อเปิดทางให้เอกชนแข่งขันได้จริง โดยผูกกับประเด็น SME แรงงาน และการใช้เทคโนโลยีในภาครัฐ
พรรคภูมิใจไทย เศรษฐกิจ 10 Plus เติมกำลังฐานรากคู่ดึงลงทุน
ภูมิใจไทยชูภาพการ “เร่งเครื่องให้คนตัวเล็กเดินได้” ควบคู่การดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่ผ่านมาตรการอำนวยความสะดวกและแพ็กเกจส่งเสริมอุตสาหกรรม เป้าหมายสำคัญคือทำให้กำลังซื้อไม่หาย และสร้างสภาพแวดล้อมให้ลงทุนเกิดเร็วขึ้น
นโยบายในโทนนี้มักเดินคู่กับมาตรการลดภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน และแผนแก้หนี้ที่เน้นลดแรงกดดันรายเดือน เพื่อกันไม่ให้เศรษฐกิจชะงักในระดับครัวเรือนก่อนถึงระดับมหภาค
พรรคเพื่อไทย เศรษฐกิจมูลค่าสูง แก้หนี้ควบ AI เป็นเครื่องมือรัฐ
เพื่อไทยวางกรอบเศรษฐกิจผ่าน “มูลค่าสูง” และ “เทคโนโลยี” โดยหยิบ AI และข้อมูลมาเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพรัฐและบริการสาธารณะ ตั้งแต่สุขภาพ เกษตร ไปจนถึงระบบยุติธรรม พร้อมเดินเกมใหญ่เรื่องการจัดการหนี้ที่พยายามปิดจุดเจ็บของฐานรากและกลุ่มเปราะบางให้เร็ว
โจทย์สำคัญของเพื่อไทยอยู่ที่การทำให้มาตรการขนาดใหญ่เดินพร้อมกันได้ ทั้งการดูแลรายได้ภาคเกษตร การปลดล็อกการลงทุนใหม่ และการทำให้ระบบรัฐรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยไม่เพิ่มภาระการคลังเกินตัว
พรรคประชาธิปัตย์ ไทยหายจน เน้นประกันรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และเครื่องมือการเงินใหม่
ประชาธิปัตย์เดินเกมเศรษฐกิจด้วยภาพ “ลดจนอย่างเป็นระบบ” โดยใช้เครื่องมือประกันรายได้ในหลายกลุ่มควบคู่มาตรการลดค่าใช้จ่ายพื้นฐาน พร้อมเสนอนวัตกรรมทางการเงินและกลไกสร้างรายได้ระยะยาวในบางภาคส่วน
จุดที่พรรคพยายามย้ำคือการทำให้ประชาชนมีรายได้ขั้นต่ำที่คาดการณ์ได้ พร้อมจัดระเบียบสวัสดิการให้ครอบคลุมตั้งแต่เด็กไปถึงผู้สูงอายุ เพื่อประคองแรงซื้อและลดความเสี่ยงทางสังคมในยุคคนแก่เพิ่ม
พรรคพลังประชารัฐ ประชารัฐ Extra อัดสวัสดิการตรงเป้า เสริมทุนชุมชน
พลังประชารัฐวางโครงเศรษฐกิจผ่านแพ็กเกจสวัสดิการและทุนชุมชน เน้นเพิ่มกำลังซื้อและเงินหมุนในท้องถิ่น พร้อมมาตรการช่วยลดต้นทุนครัวเรือนในหมวดพลังงานและค่าครองชีพ โดยชูชุดนโยบายเรือธงที่เน้นความต่อเนื่องและทำได้ทันทีหลังจัดตั้งรัฐบาล
จุดตัดสำคัญที่ทุกพรรคต้องตอบ ภาษี เมกะโปรเจกต์ และเศรษฐกิจดิจิทัล
ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำรัฐบาลหลัง 8 กุมภาพันธ์ 2569 โจทย์ใหญ่ที่เลี่ยงยากคือ “หาเงินจากไหน” เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ทั้งฝั่งการปฏิรูปภาษี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กลายเป็นแรงขับใหม่ของประเทศ
อีกด้านคือความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นผลเร็ว ขณะที่การแก้เชิงโครงสร้างมักใช้เวลา นี่จึงเป็นเหตุผลที่นโยบายหาเสียงรอบนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษ ว่าจะทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นจริงหรือเพียงแค่ทำให้ “ตัวเลขช่วงสั้น” ดูดีขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
