เอ้า ลุยหาเสียง และตามไปคุย ความหวังแบบไหน ที่ ‘ชัชชาติ’ อยากสร้างกรุงเทพฯ ?

ใกล้เข้าสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 12 ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ โดยเรียกได้ว่า หนึ่งตัวเต็งแคนดิเดตผู้ลงชิงตำแหน่งนี้ คืออดีตผู้ว่าฯ สมัยที่แล้ว ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ที่ประกาศชิงตำแหน่งอีกสมัย
ก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น TNN Online ได้มาพูดคุยกับอดีตผู้ว่าฯ และแคนดิเดตในครั้งนี้อย่าง อ.ชัชชาติ ถึงการมองตัวเองในฐานะผู้ว่าฯ กทม.ที่ผ่านมา นโยบายที่จะทำเมื่อ กทม.ในอนาคต จะเจอปัญหาที่เลี่ยงไม่ได้แน่ๆ และภาพ ความหวังของ กทม.ที่แคนดิเดตคนนี้อยากเห็นกัน
อ.ชัชชาติ จบวาระการเป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 1 พร้อมๆ กับที่ลูกชาย แสนดี แสนปิติ สิทธิพันธุ์จบปริญญาโทพอดี เราก็เริ่มชวนอดีตผู้ว่ามองย้อนกลับไปว่าเห็นการเติบโตของตัวเอง พร้อมๆ กับลูกชายอย่างไรบ้าง
“ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของแสนดีก็เยอะนะ เขาก็ไปอยู่เป็นตัวเอง มีความเข้มแข็งและก็มีความคิดที่โตมากขึ้น คล้ายๆ กันเพราะว่าผู้ตำแหน่งผู้ว่าฯ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนก็คือความคิด และสิ่งแวดล้อมต่างๆ มันเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นหัวใจคือว่ามันก็ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นผู้ว่าฯ เองก็เหมือนกับการเรียนทุกวัน เราไม่สามารถคิดว่าเรารู้ทุกอย่างแล้ว เป็นผู้ว่าฯ ต้องยำเกรงกับความไม่รู้ ว่ายังมีอะไรที่เราไม่รู้เยอะ และต้องนอบน้อมถ่อมตนกับความรู้ที่มี ต้องฟังคนเยอะๆ เป็น Life-Long learning เราเป็นเหมือนนักศึกษา เป็นเหมือนแสนดีตลอดชีวิต ที่ต้องพยายามเรียนรู้และคุยกับคน
แล้วก็อย่าไปหยิ่งกับความรู้ที่มี เพราะมันน้อยนัก เมื่อเทียบกับความรู้อื่นๆ แต่ผมเชื่อว่า กทม. ก็เป็นอย่างงั้น ต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามข้อมูล มีคนถามว่า กรุงเทพฯ ก็อีก 20 ปีจะเป็นอย่างไร ผมว่าตอบยาก เพราะว่าเมืองมันเป็นสิ่งมีชีวิต ผู้บริหารก็ต้องเรียนรู้ ต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของประชาชน และก็เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปด้วย”
ที่ผ่านมา รวมถึง 4 ปีในการเป็นผู้ว่าฯ สมัยแรก เรามักเห็นมีม หรือชื่อเรียกต่างๆ ว่า อ.ชัชชาติคือคนแข็งแกร่ง ผู้ว่าไร้เทียมทาน แต่จริงๆ แล้วพอทำงานผู้ว่าฯ อ.ก็ยอมรับว่า ได้มองเห็นด้านที่อ่อนแอผ่านการทำงานกับผู้คน
“ถามว่าหัวใจของการเป็นผู้ว่าฯ หรือการเป็นผู้นำคืออะไร มีคำนึงที่เราใช้ประจำคือคำว่า empathy ความเข้าอกเข้าใจชีวิตจิตใจของคนอื่น empathy มันไม่เหมือน symphathy ที่รู้ว่าคุณทรมาร หรือทุกข์ แต่ emparthy คือเข้าใจจิตใจเขาจริงๆ ทั้งที่ผ่านมา มันก็อาจจะมีหลายครั้งเลยที่การทำงานของเรา ต้องไปกระทบชีวิตคนอื่น คือเราเป็นผู้ว่าฯ เราก็อยากให้ทุกคนมีความสุขในชีวิตมากขึ้น มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในบางครั้งมันอาจจะต้องมีการตัดสินใจที่กระทบคน
สมมติอย่างเรื่องหาบเร่แผงลอย ถ้าไม่เป็นระเบียบ แล้วเราไปจัดระเบียบ มันก็อาจจะกระทบชีวิตคนบางคน มันก็ทำให้เราไม่มีความสุข เพราะว่ามุมมองชีวิตเรา เราไม่อยากไปทำให้คนมีชีวิตที่แย่ลง แต่มุมมองเรื่องงาน มันต้องมีเรื่องความเป็นระเบียบของเมือง เพราะฉะนั้น empathy ก็อาจทำให้เราคิดเยอะหน่อย คิดละเอียดหน่อยนึง แต่ว่าก็ต้องเอาประโยชน์ของคนส่วนรวมเป็นหลัก แล้วก็ต้องแก้ไขปัญหาของแต่ละคน เช่นว่าจัดหาบเร่แผงลอยปุ๊ป ตรงไหนมีผลกระทบก็ต้องพยายามหาที่ให้เขาได้ขาย อาจจะไปจุดไหนที่เข้าไปในซอยอะไร ที่แบบก็ต้องพยายามหาสมดุลตรงนี้
มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อดี คือ ทำให้เราเข้าใจคนอื่น แต่ว่าข้อเสียคือทำให้เราต้องคิดละเอียดมากขึ้นเหมือนกัน”
นอกจากภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งแล้ว หลายคนอาจจะมีความคาดหวังที่สูง ที่หวังว่า อดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ จะสามารถแก้ปัญหาในทุกๆ เรื่องได้ ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์ก็มองว่า เขาน้อมรับความคาดหวังของทุกคน และไม่ปฏิเสธที่รับฟังปัญหา
“ผมว่าเราต้องน้อมรับความคาดหวังของทุกคนน่ะ แล้วก็จะเป็นตัวที่ผลักดันเรา ผมว่าหลักการก็คือเราเป็นเหมือนกับเป็นพ่อบ้านแม่บ้านของ กทม. ใช่มั้ย เพราะงั้นคนเขาก็หวังว่าจะแก้ปัญหาทุกอย่าง”
อาจารย์ชัชชาติมองว่า สิ่งแรกคือห้ามปฏิเสธ แม้ว่าจะไม่ใช่หน้าที่ของ กทม. แต่ต้องรับฟังปัญหาของเขาก่อน ว่าพอจะมีทางที่บรรเทาได้ไหม “เช่น คนอาจจะบ่นเรื่องสายสื่อสารรุงรัง เต็มไปหมด คนบ่นมามันง่ายมากเลย ที่จะบอกกลับว่า ไม่ใช่ความผิด ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เพราะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่น แต่ว่าเรารู้ว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ เราก็ต้องตั้งทีมงานคุยกับ กสทช. การไฟฟ้านครหลวง ผู้ประกอบการ เพราะงั้นหลายๆ เรื่อง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา เราก็ต้องเข้าใจความหวังของคน และพยายามหาทางออก”
4 ปีที่ผ่านมา ในการเป็นผู้ว่าฯ สมัยแรก อดีตผู้ว่าฯ ได้ประกาศว่าทำนโยบายสำเร็จไปแล้ว 224 นโยบาย สำหรับสมัยแรกน้ัน อ.ชัชชาติมองว่า สิ่งที่ภูมิใจที่สุดที่ได้ทำ คือเรื่องการแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย
“ที่ผ่านมาผมว่ากรุงเทพฯ เราอาจจะลืมเรื่องเส้นเลือดฝอยไป เแต่เส้นเลือดฝอยคือสิ่งที่ สัมผัสประชาชนจริงๆ เลย เพราะที่ผ่านมาผมเชื่อว่านโยบายเส้นเลือดฝอยของเรา ซึ่งมีอยู่หลายมิติ เช่น การศึกษา คือ ศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อน หรือโรงเรียนพัฒนาเรื่องคอมพิวเตอร์ หรือเรื่องสาธารณสุข ก็คือเรื่องศูนย์สาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้านคน เรื่องสวนสาธารณะก็ทำสวน 15 นาที 400 แห่งกระจายอยู่ทั่ว ปลูกต้นไม้ 2 ล้านกว่าต้น ขุดลอกท่อหมื่น 15,000 กิโลเมตร เพราะว่าสิ่งที่เราภูมิใจคือเราสามารถปรับปรุงเส้นเลือดฝอยให้มีคุณภาพดีขึ้นในหลากหลายมิติเลย แล้วเชื่อว่ามันก็ทำให้ประชาชนเห็นผลงาน”
อาจารย์เล่าว่า แม้ว่าจะทำหลากหลายนโยบาย แต่ในอีกมุมนึงก็มีคนที่มองว่าทำแล้วไม่ประชาสัมพันธ์ คนจึงไม่เห็นผลงาน แต่ส่วนตัวอาจารย์มองว่า หากทำงานแล้วทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีชีวิตที่ดีขึ้น การประชาสัมพันธ์ก็ไม่จำเป็น
“ถ้าคุณสามารถทำให้น้ำท่วม หายเร็วขึ้น โรงเรียนเด็กคุณภาพดีขึ้น คนไปหาหมอได้ง่ายขึ้น เราไม่ต้องประชาสัมพันธ์เลย เพราะคนเห็นว่าชีวิตเขาดีขึ้นจริงๆ อันนี้มันคือสิ่งที่ดีที่สุด และสิ่งที่มีค่าที่สุดเลย และภูมิใจที่สุด หลายครั้งที่เราลงพื้นที่ คนเขาก็บอกเราว่าชีวิตเขาดีขึ้นจริงๆ เราก็รู้สึกว่า เรามาถูกทาง”
และต่อยอดจาก 224 นโยบายแรก รอบนี้ ทีมชัชชาติได้เปิดตัวอีก 251+ นโยบาย ซึ่งอาจารย์ก็ชี้ว่า มีอีกหลายเรื่องที่อยากทำต่อ ไม่ว่าจะทั้ง ทุจริตคอร์รัปชั่น คุณภาพชีวิต ฝุ่น PM2.5 น้ำท่วม การจราจร หรือการลดความเหลื่อมล้ำ ฯลฯ
“ต้องบอกว่าไม่มีนโยบายเดียวนะ เพราะว่าเรามีคนอยู่ในกรุงเทพฯ เป็น 10 ล้านคนเลย เรามีข้าราชการและลูกจ้าง 70,000-80,000 คนเลย งั้นทุกอย่างมันต้องมีนโยบายที่จะตอบโจทย์ของแต่ละคนถูกไหม บางคนต้องการสวนสาธารณะ บางคนต้องการศูนย์เด็กเล็ก แต่ละคนจะมีความต้องการที่แตกต่างกัน ก็เชื่อว่าทุกอย่างมันต้องขับเคลื่อนไปได้พร้อมๆ กัน”
นอกจากนโยบายเส้นเลือดฝอยต่างๆ แล้ว กรุงเทพฯ ในอนาคตต้องเผชิญเรื่องภัยพิบัติอากาศร้อน และอุณหภูมิที่สูงขึ้นแน่ๆ 4 ปีในการขับเคลื่อนของทีมชัชชาติ ก็เตรียมความพร้อมเรื่องนี้เหมือนกัน
“เรื่อง heat island เป็นเรื่องที่หลายเมืองพูดถึง สิงคโปร์ก็พูดถึงเรื่องนี้เยอะเลย แล้วเมืองอุณหภูมิสูงขึ้น ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุดเลยคือเรื่องกายภาพ เรื่องต้นไม้สำคัญมาก ถ้าเราเดินเข้ามาในสวน จะเห็นว่าในสวนสาธารณะ สวนลุม จะอุณหภูมิต่ำกว่าข้างนอก 2-3 องศาเลย ก็ต้องมีพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น และเราก็มีโครงการจะปลูกต้นไม้ยืนต้นหนึ่งล้านต้น
ปีที่แล้วๆ เราปลูกมา 2,600,000 ต้น แต่มันจะรวมทั้งต้นไม้เล็กต้นไม้ใหญ่ แต่สมัยถัดไป เราจะเน้นต้นไม้ใหญ่แล้ว และเราจะปลูกเพื่อให้เกิดร่มเงา ทำให้ทางเดินร่มมากขึ้น เพื่อให้คนไม่ต้องตากแดด เราทำไปแล้วที่สาทร และก็อาจจะขยายผลไปที่อื่น อาจจะปรับเรื่องหลังคา เพราะสีหลังคาเป็นส่วนสำคัญที่มันจะสะท้อนความร้อนออกไป ก็อาจจะทำสีที่มันสีอ่อน แล้วก็ปลูกพืชบนหลังคา หรือว่าใช้หลังคาโซล่าเซลล์เลย ช่วยลดการดูดซับความร้อนมากขึ้น
เรื่องความร้อน สุดท้ายก็อาจจะต้องสู้กันด้วย มีห้องหลบร้อนให้ โดยเฉพาะคนเปราะบาง คือคนแก่ติดเตียงที่ไปไหนไกลไม่ได้ ก็ต้องมีห้องที่เขาพอหลบร้อนได้ มีตู้น้ำดื่มฟรี เพราะว่าเรื่องการสู้ความร้อน น้ำดื่มก็คือเรื่องสำคัญ ก็จะเพิ่มตู้น้ำดื่มฟรี เพื่อให้คน สารถมีน้ำดื่มที่มีคุณภาพ ไม่ต้องเสียตังค์
และพยายามกำจัดต้นตอของความร้อน เช่น เปลี่ยนรถยนต์เป็นรถไฟฟ้ามากขึ้น ก็จะปล่อยความร้อนน้อยลง เพราะไม่ใช้เครื่องยนต์เผาไหมที่ใช้พลังงานในการขับ เพราะปัจจุบัน รถยนต์ใน กทม.มีเป็นล้านคน พอเผาไหม้ก็ปล่อยความร้อนออกมา ถ้าเราเปลี่ยนเป็นรถ EV ก็อาจทำให้สถานการณ์ดีขึ้น” อดีตผู้ว่าฯ มอง
ไม่เพียงแค่ร้อนแน่ๆ แต่คนยังแก่ตัวลง ก็เยอะขึ้นด้วย ประเด็นนี้ทีมชัชชาติเองก็หานโยบายที่มารองรับ Aging society เช่นกัน
“กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีคนแก่มากสุดในประเทศไทยเลยประมาณ 25% โดยเฉพาะเมืองชั้นใน บางเขตเช่น ป้อมปราบ หรือพระนคร อาจจะมีผู้สูงอายุสูงถึง 30 กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว เพราะคนหนุ่มสาวก็ย้ายออกไป ถามว่าปัญหาของผู้สูงอายุคืออะไร ผมว่าคือเรื่องสุขภาพ”
อ.ชัชชาติมองว่า ต้องมีการดูแลสุขภาพที่เข้มข้นมากขึ้น ต้องไม่ให้ผู้สูงวัยป่วย และมีกิจกรรมชุมชน ให้เกิดการดูแลสุขภาพ เช่น การเต้นแอโรบิค หรือรำกระบอง มีครูเข้าไปสอนในชุมชน มีพื้นที่ให้คนสูงอายุมาออกกำลังกาย รวมถึงชมรมผู้สูงอายุ
“เป็นแนวป้องกัน ไม่ให้เขาอยู่ติดบ้าน แต่ให้ออกมาติดเพื่อน เราจะมีการฝึกอาชีพ โครงการหางานให้ผู้สูงอายุ ร่วมมือกับเอกชนในการหางานให้หมื่นอัตรา ผมเคยไปลงชุมชนบางพลัด เจอคุณป้าอายุ 70 กว่านั่งเย็บผ้าในชุมชน เขาบอกว่าเคยมีงานตลอด แต่บางทีก็หาลูกค้าไม่ได้ ขณะที่เราเองเคยอยากแก้เสื้อ ก็หาคนแก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น กทม.จะเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมระหว่างงาน คนสูงวัยที่มีสกิล และความต้องการ ทำให้เขามีเศรษฐกิจที่พออยู่ได้ด้วยการจ้างงาน
หรืออย่างการเอาคนสูงอายุไปเป็นกำลังในการช่วยพัฒนา เช่น อาจจะมีไปช่วยดูแลศูนย์เด็ก เพราะผู้สูงอายุก็จะมีความชำนาญในการเลี้ยงเด็กต่างๆ และพยายามสร้างงานให้เขาด้วย อืม แต่ว่าต้องทำในแง่ของสุขภาพ ในแง่ของความรู้และอาชีพที่ต้องดำเนินการร่วมกันไป”
นโยบายหาเสียง 251+ ในรอบนี้ หากเข้าไปดูในเนื้อหา ก็พบว่ามีหลายๆ นโยบายที่จะใช้ AI เข้ามาควบคู่กับแผน กทม. ซึ่ง อ.ชัชชาติก็ได้มองว่า AI จะเป็นผู้ช่วยที่ชาญฉลาด หรือ intelligent assistant
“เพราะฉะนั้นยังไงก็ตามปัญหาต่างๆ ในเมือง มันไม่ใช่เทคโนโลยีอย่างเดียวในการแก้ไข เพราะ AI ก็ยังต้องมีการป้อนการสั่งการที่ถูกต้อง ดังนั้นหัวใจคือทำไงที่ให้คนกับ AI ไปด้วยกันได้ AI ไม่ได้มาแทนคน แต่เป็นผู้ช่วยที่ชาญฉลาดของคน แต่ว่าเราต้องพยายามให้คนรู้เท่าทัน AI แล้วก็มีหลักสูตรที่ให้เรียนออนไลน์ล้านชั่วโมง เพราะหลายคนไม่ได้ชินกับเรื่องนี้ เราก็เอาความรู้มาแจก”
อาจารย์ชัชชาติยังยกคำสัมภาษณ์ของผู้ก่อตั้งบริษัท tech อย่าง nvidia ที่บอกว่า คนที่ใช้ AI เป็นจะเป็นคนที่มีอนาคต จึงตั้งใจเตรียมพร้อมให้กับทั้งประชาชน ข้าราชการให้ใช้ AI ได้
อีกประเด็นที่เรายกมาคุยกับ อ.ชัชชาติ คือประโยคที่หลายคน โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ พูดว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่โรแมนติก ซึ่งอาจารย์ก็ยอมรับว่า เป็นหนึ่งในภารกิจของ กทม. ที่ตั้งใจจะทำ
“อันนี้น่าสนใจ วันก่อนท่านรองนายกฯ ของลักเซมเบิร์ก เขามาเที่ยวกรุงเทพฯ เราก็ไปต้อนรับเขา พาเขาขึ้นเรือ เขาบอกว่า อยากให้กรุงเทพฯ มีของที่มันโรแมนติก เช่นเรือ ก็อย่าลำใหญ่ เปิดเพลงบนเรือ ให้เป็นเรื่องเล็กๆ ที่โรแมนติก จรรโลงใจคน
ถามว่าโรแมนติกคืออะไร ผมว่าคือสิ่งที่ทำให้เกิดความรัก ความชอบ แล้วเป็นสิ่งที่อาจจะอยู่ในอุดมคติเรา ชีวิตเราอาจจะไม่ได้เจอของที่โรแมนติกทุกวัน แต่พอเจอแล้วมันทำให้ใจเรามีความสุขมากขึ้น อันนี้ก็ต้องพัฒนาพื้นที่โรแมนติกที่เราเห็น ต้องทำคือพื้นที่สาธารณะ ถ้าเป็นพื้นที่ที่คนอยากเอามาออกกำลังกาย ชวนครอบครัวมาเดิน โรแมนติกไม่ใช่ต้องเป็นแฟนนะ กับครอบครัวก็เป็นโรแมนติกได้ ถูกมั้ย ทำในสิ่งที่เราคิดว่า เป็นพื้นที่ที่อุดมคติ อาจจะไม่ได้เจอทุกวันในบ้านหรือที่ทำงาน
ดังนั้นน กทม ต้องพัฒนาคุณภาพพวกนี้ให้มากขึ้น ที่ผ่านมา เราทำเรื่องพื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพ มีการแสดงศิลปะ มีการจัดดนตรีในสวน มีจัดออเคสตร้าให้ฟัง เราจะเห็นเรื่องกิจกรรมพวกอาร์ต ดนตรีต่างๆ ในสวนในพื้นที่สาธารณะเยอะขึ้น พื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพมากขึ้น อันนี้ก็เป็น เมืองที่คนทุกคนสามารถหาความโรแมนติก ในพื้นที่สาธารณะของเมืองได้คือไม่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร คุณอาจจะปูเสื่อทานอาหารโรแมนติกกับแฟน ที่พื้นที่สีเขียวโดยไม่ต้องใช้ตังค์มากก็ได้ ก็เป็นหน้าที่ของเมืองที่ต้องเตรียมพวกนี้ไว้”
นอกจากนโยบายแก้ปัญหาต่างๆ ในกรุงเทพฯ แล้ว หนึ่งในคีย์เวิร์ดที่ทีมชัชชาติพูดถึงในการหาเสียงครั้งนี้คือ การทำให้ กทม.เป็นเมืองที่มีความหวัง และโอกาส ซึ่งอาจารย์มองว่า เมืองจะอยู่ไม่ได้เลย หากคนในเมืองไม่มีความหวัง
“ถามว่าเมืองคืออะไร เมืองคือตลาดแรงงานถูก เราอยู่ในเมือง เพราะว่ามันมีงาน มีกิจกรรม เพราะฉะนั้นทุกคนก็ต้องการโอกาส ทุกคนเลยไม่ว่า คนที่เก่ง คนพิการ เด็ก ผู้ใหญ่ คนสูงอายุ ดังนั้นเมืองนี้ต้องสร้างโอกาสให้กับทุกคนให้ได้ ผมว่านี่เป็นเรื่องสำคัญ กทม. เอง ต้องเตรียมโอกาสในแง่ของความรู้ พื้นที่แหล่งบ่มเพาะต่างๆ และสร้างโอกาสให้ทุกคนก้าวไปได้ ทำให้เมืองมันเข้มแข็งขึ้น
ส่วนความหวัง มันต้องอยู่ด้วยความหวังว่าเมืองมันจะดีขึ้นได้ มีโพลนึงก่อนที่จะรับสมัคร ผู้ว่าฯ อันนี้ก็ดีมากเลย เขาถามว่า ‘หลังจากเลือกตั้งผู้ว่าฯ คิดว่ากรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร ?’ ไม่ได้บอกชื่อผู้ว่าฯ นะ ปรากฎว่า คำตอบคือ คนมองว่า หลังจากเลือกตั้งแล้ว เมืองจะดีขึ้น 70% 20% บอกเท่าเดิม ส่วนน้อยกว่า 1% บอกแย่ลง อันนี้คือสิ่งสำคัญเลย เพราะว่าเราจะอยู่ได้ ต้องมีความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้น
เมื่อความหวังก็ต้องมี ก็ต้องมีความศรัทธาในระบบที่ว่าเมืองจะดีขึ้นได้ ผมว่าหน้าที่ของเมืองก็คือต้องสร้างโอกาสปัจจุบัน และความหวังในอนาคตเพื่อให้คนก้าวไปกับเราได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่มีความหวัง มันก็ยากที่จะทำอะไรให้มีความก้าวหน้า หรือว่าเดินไปด้วยกันได้ ถูกมั้ย ผมว่าตอนนี้คนกรุงเทพฯ มีความหวังว่าเมืองจะดีขึ้น ก็เชื่อว่าโอกาส เราก็พยายามเตรียมให้กับทุกคน” อ.ชัชชาติทิ้งท้าย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
